ประวัติกวีนิพนธ์ชื่อดัง(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)

 

                                

                เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เกิดวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2483 ที่ อ. พนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เป็นบุตรคนโตและเป็นผู้ชายคนเดียวในจำนวนพี่น้อง 5 คน บิดาชื่อ นายฮกหรือสมบัติ มารดาชื่อ นางสมใจ บิดาเคยเป็นหลงจู๊โรงฝิ่น ในภายหลัง บิดามารดาหย่าร้างกัน  เขาเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดบ้านทวน จบมัธยมอุดมศึกษาที่โรงเรียน ทวีธาภิเษก จบปริญญาตรี นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2508 หลังจากนั้นกลับไปบวชที่วัดทุ่งสมอ กาญจนบุรี ระหว่างจำพรรษา ได้ไปศึกษาธรรมกับท่านพุทธทาสภิกขุ ณ สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันราชภัฏกาญจนบุรี ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์(ภาษาและวรรณคดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ภาษาไทย) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

        ครอบครัวของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ชอบการแต่งโคลงกลอน ชอบดนตรีไทย มารดาชอบอ่านวรรณคดี เขาจึงอ่านหนังสือได้ตั้งแต่อยู่ชั้นประถมปีที่ 1 เป่าขลุ่ยได้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  เขาเป็นคนช่างคิดช่างสังเกตมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อเรียนหนังสือชั้นมัธยมปีที่ 3 ได้พบโคลงสี่ที่บิดาเขียนไว้เมื่อยังหนุ่ม จึงเกิดแรงบันดาลใจเขียนโคลงส่งไปลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เขาเริ่มเขียนกลอนเมื่อชั้นมัธยมปีที่ 5-6 และเขียนจริงจังช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนั้นเขาไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ ชอบเอลวิส เพรสลีย์เป็นชีวิตจิตใจ ไว้ผมทรงเดียวกับเอลวิส พกหนังสือ I.S. Song Hits กว่าจะเรียนจบปริญญาตรีจึงใช้เวลาถึง 7 ปี นิภา บางยี่ขัน เป็นเพื่อนนักกลอนที่สนิทกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย จนมาร่วมทีมนักกลอนมหาวิทยาลัยร่วมกัน

       เคยทำงานในกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ เพื่อหารายได้พิเศษ ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบปริญญาตรี  หลังจากเรียนจบแล้วไปบวช ระหว่างพ.ศ .2511-12 สึกแล้วไปทำงานอยู่กองบรรณาธิการ นิตยสาร วิทยาสาร ของ ไทยวัฒนาพานิช    เมื่อปี 2514 แต่งงานกับคุณประคองกูล อิศรางกูร ณ อยุธยา ช่วงนี้ไปเป็นอาจารย์สอนวิชาการประพันธ์อย่างสร้างสรรค์ คณะ ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี หลังจากนั้นทำงานฝ่ายการพนักงาน ธนาคารกรุงเทพจำกัด โดยเป็นผู้ชำนาญการด้านวัฒนธรรม สังกัดศูนย์สังคีตศิลป์ ฝ่ายการประชาสัมพันธ์  มีบุตรธิดา 2 คน คือ ประคำกรองและแก้วเก้า

        หากถามว่ารู้สึกชื่นชอบหรือชื่นชมกวีนิพนธ์คนใดเป็นพิเศษ เชื่อว่าหลายๆ คนคงนึกถึง "เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์" ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เป็นลำดับแรก ด้วยผลงานการรังสรรค์ที่หลากหลายรูปแบบ ล้วนสะท้อนความล้ำลึกของวรรณศิลป์ไทย โดยการใช้ฉันทลักษณ์ที่งดงามและเพราะพริ้ง ความสำเร็จบนเส้นทางงานกวีที่ก่อเกิดขึ้นได้ด้วยหัวใจรัก


 

 แนวคิดของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

                 คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ มีคติประจำใจ คือ สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสายะ แปลว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นอกจากนี้ยังมีปรัชญาที่เห็นได้ชัดจากบทกลอน คนดีคืออย่างไร โดยคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้ให้นิยามไว้ว่า คนดี คือ คนที่ไม่เห็นแก่ตัว และทำประโยชน์แก่ส่วนรวม

                 งานเขียนของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เกิดจากแนวคิดที่ว่า เราจะต้องสะท้อนยุคสมัยของเราให้ชัดเจนด้วยเชิงศิลปะงานที่คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านเกิดจิตสำนึกให้เข้าใจยุคสมัย เหตุการณ์ว่ามันคืออะไร มาจากไหน แล้วควรจะเป็นยังไง นอกจากนี้บทกวีของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ยังมีวิธีเข้าหาความจริงโดยเริ่มจากความคิด คำถาม คำตอบ นำผู้อ่านเข้าสู่ทางแห่งความสงบ

                 แนวทางงานเขียนของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ในปัจจุบันสะท้อนความเป็นไปของชีวิตและปัญหาในสังคมมากขึ้น แตกต่างจากงานในอดีตที่มักเน้นด้านรูปแบบและเนื้อหาเฉพาะตัวเป็นส่วนใหญ่

 คำหยาด

                 ครึ่งแรกของหนังสือคำหยาดเป็นบทกลอนที่แฝงไปด้วยข้อคิดเกี่ยวกับความรัก ส่วนครึ่งหลังของคำหยาดเป็นบทกวีที่เกี่ยวกับความเงียบ วิธีเข้าหาความจริง อธิบายโลกโดยเริ่มจากความคิด คำถาม คำตอบ นำผู้อ่านเข้าสู่ความสงบ แต่ก็ไม่ใช่เป็นการสอนธรรมะ แต่เป็นจุดเริ่มต้นง่าย ๆ สำหรับเด็กและวัยรุ่น เกือบทั้งหมดเป็นการเขียนอิงธรรมะ และมีบางส่วนเขียนโดยอาศัยความคิดเป็นพลังในการสะท้อนออก

  เพียงความเคลื่อนไหว

                 กลอนบทนี้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วง 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นช่วงที่นิสิตนักศึกษารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย นอกจากนี้กลอนบทนี้ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนเกิด 14 ตุลา อีกด้วยว่า เมื่อ 40 ปีก่อนหน้านี้ การเมืองในประเทศไทยอยู่ในความสงบ เพราะประชาชนยังไม่เข้าใจความหมายของประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเหมือนกับนกที่อยู่บนฟ้า แต่กลับไม่เห็นฟ้า เพราะท้องฟ้าอยู่รอบ ๆ อยู่ตัวนก ปลาก็ไม่เห็นน้ำ เพราะน้ำอยู่ล้อมรอบตัวปลา

 วารีดุริยางค์ 

                สาระสำคัญของกลอนบทนี้ ผู้ประพันธ์ได้กล่าวแนะนำให้เห็นถึงธรรมชาติอันงดงาม ที่แวดล้อมอยู่ และแนะให้พักผ่อนสงบจิตใจ ณ ที่แห่งนี้ มนุษย์ควรดูธรรมชาติไว้เป็นอุทาหรณ์ หยุดดิ้นรน และทิ้งความวุ่นวาย ปฏิบัติตนให้เหมือนธรรมชาติ ให้กายเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่สงบมั่นคง และให้ร่มเงาแก่ผู้อื่น ให้ใจเหมือนสายน้ำที่มีอิสระที่จะไหลไปตามที่ต่าง ๆ เมื่อได้รับทุกข์ก็ทำตัวประดุจก้อนกรวดทรายที่เข้าใจธรรมดาโลก ไม่ไยดี และไม่ทุกข์โศก เสียใจในสิ่งทั้งปวง เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปกติ ไม่เร่าร้อนไปตามอำนาจกิเลสตัณหา

                 กลอนบทนี้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการดำรงชีวิตด้วยจิตอันสงบสุข ลด ละวาง เมื่อทำได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง รวมทั้งยังแฝงค่านิยมเกี่ยวกับธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ให้ความงามที่มีค่าเหนือความงามที่มนุษย์ปรุงแต่ง ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว หากใจสุข กายก็เป็นสุขด้วย

 


 

  ปณิธานสูงสุดในฐานะกวีตามความคิดของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

                คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ได้กล่าวไว้ว่า  เรา จะต้องสะท้อนยุคสมัยของเราให้ชัดเจน ด้วยเชิงศิลปะที่เราทำได้ ถามว่าทำเพื่อใคร ก็เพื่อผู้อ่านงานของเรา เพื่อปลุกจิตสำนึกของเขาให้เข้าใจยุคสมัย เหตุการณ์ ว่ามันคืออะไร มันมาจากอะไร แล้วมันควรจะไปยังไง ขั้นต้นก็คือเราจะต้องสะท้อนปรากฏการณ์ที่ชัดเจน ไม่พร่ามัว แล้วก็โยงไปหาเหตุให้ได้ว่าปรากฏการณ์นี้มันมาจากเรื่องอะไรให้ถูกต้องด้วย ความหยั่งรู้ของเรามันจะเป็นตัวไปชี้ว่าอันไหนถูก ไม่ถูก ถ้าเราสะท้อนปรากฏการณ์ความเป็นจริง และที่มาของปรากฏการณ์อย่างถูกต้อง ให้ทางออกหรือว่าเป้าหมายที่มันควรจะดีกว่านี้ ผู้อ่านก็จะรู้ได้เอง หรือเราจะแนะให้รู้ว่ามันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ นี่ก็คือ 3 อย่าง ปรากฏการณ์เป็นจริง ที่มาของมันเป็นจริง และที่ไปที่มันควรจะเป็นไป เป็นหน้าที่ของคนทำงานศิลปะควรจะต้องทำ เป็นผู้ดูแลความรู้สึกของผู้คนในสังคม เพราะเราทำงานด้านอารมณ์ความรู้สึก อารมณ์ความรู้สึกของเรามันไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ มันเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนด สิ่งแวดล้อมก็คือสังคม ฉะนั้นเราก็ต้องเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก และเราก็ควรจะต้องดูแล ว่าควรจะทำยังไงกับมัน ให้เกี่ยวข้องกับมันอย่างถูกต้อง ไม่ใช่เป็นเหยื่อของมัน มิฉะนั้นเราจะเกิดลักษณะไม่ทันยุค หรือว่าล้ำยุค หรือว่าหลงยุค หรือว่าประจบยุค ซึ่งไม่ถูกต้อง ใช้คำว่า 4 อย่า 5 ต้อง

                 4 อย่า คือ อย่าตกยุค อย่าล้ำยุค อย่าหลงยุค และอย่าประจบยุค

                 5 ต้อง คือ ต้องทันยุค ต้องเป็นปากเสียงผู้เสียเปรียบ ต้องอทัศนะปัจเจก ต้องเอาส่วนตัวขึ้นต่อส่วนรวม ต้องมีจิตสำนึกทางการเมือง และต้องทำงานอย่างรักศักดิ์ศรี คือนอกจากไม่ไยดีต่อมงกุฎที่สวมครอบแล้ว ก็ไม่ยินดีที่จะเอาคราบสัตว์อื่นมาสวมครอบด้วย นี่คือ 4 อย่า 5 ต้องสำหรับคนที่ทำงานด้านศิลปะ หรืออย่าว่าแต่ศิลปะ การทำงานอะไรก็ตามแต่ ถ้าตระหนักรู้ใน 4 อย่า 5 ต้องนี้ มันก็จะร่วมยุคร่วมสมัยได้อย่างสร้างสรรค์ หรืออีกนัยหนึ่งคือ คนทำงานศิลปะก็ต้องรับใช้สังคม เราไม่ได้พูดว่าเรารับใช้ แต่ว่าเราต้องเป็นผู้ที่อยู่ในยุคสมัยอย่างถูกต้อง เกี่ยวข้องกับมันอย่างถูกต้อง แล้วก็สร้างสรรค์มันได้ สร้างสรรค์ก็ไม่ได้หมายถึงการรับใช้ เป็นการทำเพื่อยุคสมัยที่ดีกว่าถ้า จะพูดแบบปัญญาชนคนชั้นกลางก็บอกว่า เราเป็นผู้สร้างสรรค์ยุคสมัย ถ้าจะพูดแบบชาวสังคมนิยม เราเป็นผู้รับใช้ยุคสมัย มันไม่ต่างกันหรอก

 ปัจจุบันอาจารย์ทำงานอะไรอยู่บ้าง

 


 

             ตอนนี้เป็นที่ปรึกษาของศูนย์สังคีตศิลป์ ฝ่ายการประชาสัมพันธ์ ธนาคารกรุงเทพ และเป็นกรรมการอยู่หลายแห่ง เช่น เป็นประธานเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฎิรูปประเทศ ในคณะกรรมการสมัชชาปฎิรูปประเทศ ที่คุณหมอประเวศ วะสี เป็นประธานคณะกรรมการ และเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของกระทรวงวัฒนธรรม

 มีวิธีเลือกรับงานอย่างไร

          สังเกตุได้ว่างานส่วนใหญ่ที่ทำจะเป็นงานเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมทั้งนั้น ผมคิดว่างานด้านศิลปวัฒนธรรมเป็นงานที่ผมรัก ชอบ และมีประสบการณ์ มีความมั่นใจว่าทำได้ในระดับที่เรามีความสามารถ

 เสน่ห์ของการทำงานด้านนี้คืออะไร

         บังเอิญผมเกิดในครอบครัวที่รักและชอบกาพย์ กลอน และดนตรี พ่อผมเป็นคนชอบหนังสือกาพย์ กลอน และดนตรี ผมได้จากพ่อโดยตรง พ่อสอนให้อ่าน สอนให้เขียนจนอ่านออกเขียนได้ก่อนเข้าโรงเรียน และสอนเป่าขลุ่ยด้วย ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผมชอบงานด้านนี้ เพราะว่ามีประสบการณ์กับเรื่องนี้มาตั้งแต่จำความได้ คือรัก ชอบ กาพย์ กลอน ภาษาไทย ดนตรีไทย และความเป็นพื้นบ้านพื้นเมือง สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมทำให้เรารู้สึกคุ้นชินและรู้สึกว่ามันเป็นชีวิตเราไปแล้ว

ชอบศิลปวัฒนธรรมแต่ทำไมเลือกเรียนกฏหมาย

         สมัยนั้นอยากเข้าอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เข้าไม่ได้ พอดีว่าปีนั้นเป็นปีสุดท้ายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดให้เข้าเรียนได้โดยไม่ต้องสอบ ก็คิดว่าจะเรียนสักปีหนึ่งแล้วค่อยมาสอบที่จุฬาฯใหม่  ปรากฏว่าเรียนธรรมศาสตร์แล้วสนุก ทุกตารางนิ้วมีเสรีภาพ คือไม่ต้องเรียน ทำแต่กิจกรรม ตั้งชุมนุมวรรณศิลป์ ตั้งชุมนุมดนตรีไทย ได้ทำกิจกรรมที่เราชอบ เต็มที่เลย การเรียนเป็นเรื่องรองไป

การจะสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาสักชิ้นต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

        หนึ่ง ต้องมีเรื่องที่เป็นสาระ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครพูดถึง หรือหากเป็นเรื่องที่มีคนพูดถึงมากๆ ก็ต้องหาแง่มุมที่คนยังไม่พูดถึง และสอง เรื่องนั้นต้องเด่น อารมณ์ความรู้สึกของเราจะต้องไปกับเรื่องนั้นด้วยจริงๆ เช่น ถ้าไม่เคยอกหักคุณจะไปดัดจริตเขียนกลอนอกหัก ไม่ได้

ผลงานล่าสุดของอาจารย์

        ตอนนี้กำลังเขียนหนังสือ "เขียนแผ่นดินสุวรรณภูมิ" เขียนจบไปแล้วเกี่ยวกับแผ่นดินไทย ใช้เวลา 3 ปีเขียนเกี่ยวกับทุกจังหวัดทั่วประเทศ และแผ่นดินลาวใช้เวลา 1-2 ปี 17 แขวง กำลังจะเขียนเวียดนาม เป็นงานเขียนเกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ทิวทัศน์ งานศิลปะ หัตถกรรม และโบราณสถาน เขียนจากความรู้สึก เหมือนเขียนรูป ดูแล้วเกิดความรู้สึกอะไร เขียนออกมาเป็นคำ ถ่ายทอดเป็นบทกวี

เป้าหมายที่อยากจะนำเสนอเรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้าน

         ผมเขียนเรื่องประเทศลาว ชาวลาวชอบมาก ชาวลาวพงสาลียังไม่เคยเห็นอัดตะปือ หรือไชยบุรีก็ยังไม่คเคยเห็นเชียงขวาง เขาก็ได้ดู ได้เห็นแผ่นดินลาว และเป็นประโยชน์กับคนไทยที่จะได้รู้จักลาวในอีกแง่มุมหนึ่ง คนไทยจะได้รู้จักประเทศต่างๆ ในแบบของผม และถ้าเป็นไปได้ ขณะเดียวกันก็มีการแลกเปลี่ยน เช่น กวีอินโดนีเซียมาเขียนเรื่องประเทศไทยทั้งหมดแล้วนำไปเผยแพร่ในอินโดนีเซีย ชาวอินโดนีเซียก็จะได้รับรู้เรื่องราวประเทศไทยในแง่มุมของกวีอินโดนีเซีย เป็นการแลกเปลี่ยนในแง่มุมของศิลปวัฒนธรรม ได้รู้จักชีวิตความเป็นอยู่และบรรยากาศของประชาชนผ่านวัฒนธรรม อารยธรรมต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะด้านบทกวี งานศิลปะทุกด้านน่าจะทำกันเป็นทีม ไม่ใช่ผมไปคนเดียว ผมเขียนกวี คนเขียนรูปไป คนทำดนตรีไป แล้วเอามาบูรณาการให้เป็นงานศิลปะ

เคยรู้สึกท้อแท้กับการทำงานบ้างมั้ย

       ไม่ท้อ ผมก็ทำของผม เพราะผมมีความสุข เวลานั่งเขียนงานมันได้ดื่มด่ำ เหมือนศิลปินมีความสุขกับงานที่ทำ เวลาเขียนรูปก็ได้จับฉวยบรรยากาศ ได้เห็นแสงแดดที่ส่องทะลุใบไม้ลงมาปาดป้ายแผ่นดิน มันงดงามอย่างไร เขียนเสร็จมีความสุขแล้ว


 

 อะไรคือกำลังใจในการทำงาน

       ความสุขที่เราได้ทำ ตรงนี้แหละผมว่าเป็นเคล็ดของการทำงาน คนเราทำงานไม่มีความสุขเพราะหวังจะได้อะไรจากการทำงานนั้น เช่น หวังเป็นเงินเป็นทอง โดยไม่มีความสุขกับการงาน หรือทำงานเพื่อเป็นเครื่องมือให้ได้สิ่งที่ต้องการ ทุกคนตะเกียกตะกายเพื่อให้ได้เงิน ให้ได้ตำแหน่ง ไม่มีเวลาว่างกับชีวิต ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จริงๆ แล้วต้องการความสุขหรืออะไร เงินไม่ใช่สิ่งที่ซื้อความสุข ความสุขจริงๆ อยู่ที่ว่า เรารู้จักตัวเองและสามารถที่จะถ่ายทอดความสุขจากตัวเอง จากสิ่งที่ทำให้เป็นอันเดียวกันได้อย่างไร อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสว่า ทำงานให้สนุกเป็นสุขเมื่อทำงาน ทำงานด้วยความสุขให้สนุกด้วยการทำงาน ผลจะเป็นอย่างไรไม่เป็นไร ความสุขนั่นหล่ะคือ ผล

 บางคนอยากเก่งแบบอาจารย์ควรเริ่มต้นอย่างไร

         ควรจะหาตัวเองให้เจอก่อน หาตัวเองให้เจอในสิ่งที่เราชอบ ถ้าชอบอะไรจับมันให้มั่น รู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราชอบ เป็นสิ่งที่ดี มั่นใจกับมันแล้วอย่าให้อะไรเป็นอุปสรรคแม้กระทั่งการศึกษา ชื่อเสียง เกียรติยศ เพราะสิ่งที่เราชอบนั่นแหละ คือตัวเรา แล้วเราก็จะอยู่กับมัน ใช้มัน เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตัวเองและแก่ผู้อื่นไปด้วยในขณะเดียวกัน ผมอยู่กับสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก เป็นสิ่งที่ผมชอบ เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ เรื่องง่าย ๆ แต่ไม่ใช่อยู่ๆ จะมาฉวยเอาอย่างนี้ ไม่ได้ ต้องชอบจริง ๆ ชอบจนเป็นสันดาน จนเป็นเราไปแล้ว ทีแรกาคิดว่าเราทำเล่นๆ มาตั้งแต่เด็ก หันไปดูอ้าวมันเป็นวีถีชีวิตของเรา และเราไม่เคยทิ้งมันเลย

 หนังสือที่คนไทยควรอ่าน

         ส่วนตัวผมนะ สรุปได้ว่าคนไทยอายุ 30 ปีขึ้นไป หรือเรียนระดับอุดมศึกษาขึ้นไป ควรจะอ่านหนังสือ 5 เล่มดังนี้

         1.ขุนช้างขุนแผน อ่านให้จบ อย่าอ่านฉาบฉวย แล้วจะได้อะไรเยอะเลย

         2.นิยายของไม้เมืองเดิม เช่น ขุนศึกและเรื่องอื่นๆ อยากให้อ่านเพราะเป็นโครงเรื่องของสังคมไทย ที่พระเอกจะต้องเป็นโจร เป็นผู้ร้าย เป็นเสือ เป็นพวกขบถต่อระบบที่ไม่ถูกต้อง จริง ๆ ผู้มีอำนาจ ผู้ปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือลูกชายกำนัน ลูกผู้ใหญ่บ้าน นั่นแหละเป็นตัวร้าย เป็นตัวโกง ซึ่งเห็นได้อยู่ทุกวันนี้ นิยายไม้เมืองเดิมจะสะท้อนแนวนี้ นอกนั้นจะได้สำนวน กวีร้อยแก้ว ซึ่งเป็นสำนวนไม้เมืองเดิม

         3.ข้างหลังภาพ ของ "ศรีบูรพา" เรื่องนี้จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ตั้งแต่ปี 2475 มีบางอย่างไม่เปลี่ยนเลยและมีบางอย่างเปลี่ยนไป เช่น ขนบธรรมเนียบที่ผู้ชายยังครอบงำผู้หญิง ความเป็นกุลสตรี การคลุมถุงชน สะท้อนความเป็นจริงของยุคสมัย 

        4.ความเป็นมาของคำสยาม ของ "จิตร ภูมิศักดิ์" เล่มนี้คุณจะได้รู้รากเหง้าของผู้คนที่อยู่บนแผ่นดินถิ่นนี้ ไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดด้วย และเล่มสุดท้ายคือ

        5.งานของท่านอาจารย์พุทธทาส ภิขุก สามารถเลือกอ่านได้ตามความชอบ เพราะทุกเล่มที่ว่ามาข้างต้นทั้งหมดเป็นเรื่องที่ออกไปจากตัวเอง แต่งานของอาจารย์พุทธทาส จะทำให้เข้าใจ คือรู้เข้าไปในตัวของคุณเอง

 


 

 มุมมองเด็กรุ่นใหม่กับงานวรรณกรรม

          อ่านหนังสือกันน้อย เสพสื่อที่มาจากหนังสือกันมาก เช่น ดูหนัง ดูละคร แชทกัน เอาแต่ความรู้สึกเป็นหลัก สังคมไทยตอนนี้เป็นการปะทะกันระหว่างสองวัฒนธรรม คือวัฒนธรรมความเชื่อกับวัฒนธรรมความคิด พื้นฐานสังคมไทยนับเป็นพันปีมาแล้ว คือฟังแล้วก็เชื่อ ฟังผู้มีอำนาจ ฟังพระเทศน์ เชื่อลูกเดียว อีกวัฒนธรรมคือ ความคิดคู่กับการอ่าน ซึ่งเริ่มมีจริงจังเป็นทางการเมื่อมีระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการสมัยรัชกาลที่ 5 นี่เอง ฉะนั้นพื้นฐานความคิดของคนไทยถึงอ่อนด้อย พอกระแสโลกสมัยใหม่ท่วมทับเข้ามา เราก็ไปโหนห้อยต้อยตามกระแส โดยที่พื้นฐานยังไม่แน่น ก็เกิดความสับสน ความคิดไม่ลงตัว ก็เกิดการแตกแยกทางความคิด

          ฉะนั้น เวลานี้มันปะทะกันระหว่างสองวัฒนธรรม ความเชื่อกับความคิด ถ้าฉุกใจได้คิดจะเห็นว่า "คำว่า ฟัง คิด ถาม เขียน เป็นหัวใจของการศึกษา" คือฟังแล้วอย่าเพิ่งเชื่อ ต้องคิด ถ้าคิดแล้วยังไม่เข้าใจก็ต้องศึกษาโดยการอ่าน การค้นคว้า พอเข้าใจแล้วจึงจะนำมาจดจารึกเป็นองค์ความรู้ได้ แต่ทุกวันนี้คนเราฟังแล้วก็เชื่อเลย ไม่ได้คิด หรือคิดแต่ก็ไม่ได้ศึกษา คิดไปตามพื้นฐานที่ตัวรู้แค่นั้น ฉะนั้นความเชื่อกับความคิดจึงปะทะกันอยู่

 

 อาจารย์วัดความสำเร็จของตัวเองจากอะไร

       ความสำเร็จคือ ได้ทำอย่างที่เราคิด พอใจในสิ่งที่ทำ และได้รู้ว่ามีคนพอใจร่วมด้วย พอมีสื่อให้เผยแพร่ก็เป็นความสำเร็จอีก มีคนได้อ่าน ได้ฟัง ได้วิจารณ์ นี่คือความสุขแล้ว วันๆ ได้ทำอะไรที่สมใจ สาใจเรา และได้เผยแพร่ก็มีความสุขแล้ว

 

 ทำงานอย่างไรให้มีความสุข

         ต้องเอาแบบคำท่านพุทธทาส การงาน คือการปฏิบัติธรรม คุณไม่อยากกวาดบ้าน แต่คุณต้องกวาด ขณะที่กวาดคุณจะมีความรู้สึกเป็นสุขได้อย่างไร ต้องคิดว่า นี่เรากำลังกวาดความขี้เกียจของเราออกไป ขณะเดียวกันก็ต้องมีสมาธิ มีสติอยู่กับมัน แล้วมันก็จะผ่านไปและมีความสุข

 แง่คิดคนทำงานสำหรับเด็กจบใหม่

        การทำงานเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง สิ่งที่คุณศึกษามานั้นบางทีล้มเหลว ไม่สามารถนำมาใช้กับการทำงานได้ เพราะการทำงานต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก คุณต้องมีวินัยสูง มีเรื่องของเวลาเข้ามากำกับ เช่น เขาบอกให้คุณไปให้ทัน 8.30 น.คุณไปได้มั้ย ทุกวันๆ บางทีสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้จากการเรียนเท่าไหร่ ถ้าหากเราไม่ได้ทำกิจกรรม เว้นแต่คุณเป็นนักศึกษาที่ทำกิจกรรม ๆ จะสอนเรื่องเหล่านี้แก่คุณ แต่ถ้าคุณไม่เคยทำกิจกรรมเลย ตั้งหน้าตั้งตาแต่เรียน พอเรียนจบออกมาคุณจะเหมือนกับเข้าโรงเรียนใหม่ โรงเรียนของการทำงาน คุณเป็นสายพาน เป็นสกรูหนึ่งที่ดีของเครื่องยนต์ หรือเครื่องจักรนั้น แต่คุณไม่สนใจว่าใครขับ ถ้าคนขับเป็นโจรคุณก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้โจรขับไปปล้น ให้ดีที่สุดใช่มั้ย ฉะนั้น คุณต้องฉุกคิดแล้วว่าสิ่งที่คุณศึกษามา คุณขยัน คุณมีปัญญา คุณจะไปรับใช้อะไร ตรงนี้สำคัญ ปริญญากับความสำเร็จในการทำงาน บางทีมันคนละอย่างกัน ผมเคยเขียนกลอนไว้ว่า...

                               ไม่รู้จักนำความรู้สู่ประโยชน์

                              ปริญญาเป็นโยชน์ก็อยากไย่

                              ประโยชน์จากเป็นอยู่ไม่รู้ใช้

                              ก็จะหาค่าอะไรในชีวิต...

      บทกวี "ศิลปะส่องโลก" เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์& ประวัติและผลงาน

                      บทกวี "ศิลปะส่องโลก"

                      ศิลปะ ปรากฎที่กลางใจ

                      ศิลปะ เป็นใหญ่อย่างเป็นอยู่

                      ศิลปะ จากใจสู่ใจรู้

                      ศิลปะ เชิดชูความเป็นคน

                     ส่องทิพยธาตุจักรวาล

                     ส่องสารติสุขสรรพสิ่งกุศล

                   ส่องศิลธรรมเป็นสากล

                  ส่องหนทางให้กันแลกัน

                โลกกายยาวาหนาคืบนี้

                โลกมีจิตมีกำหนดมั่ม

                โลกงามความดีเป็นนิรันดร์

                 โลกสร้างศิลป์สรรค์อมรรตัย

 


 

                 เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  ศิลปินแห่งชาติและกวีซีไรต์  ผู้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ  มีผลงานวรรณกรรมออกมามากมาย อาทิ คำหยาด , เพียงความเคลื่อนไหว ,ชักม้าชมเมือง , เขียนแผ่นดิน ,เป็นต้น  นอกจากนั้นยังมีผลงานด้านบทเพลงอีกด้วยโดยเฉพาะในวง "ต้นกล้า" ปัจจุบัน  เนาวรัตน์พงษ์ไพบูลย์ ได้รับการยกย่องอย่างสูงให้เป็น กวีรัตนโกสินทร์และยังคงทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ

    ตัวอย่างผลงาน 

     คนทำทาง  

     คำร้อง-เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  

     ทำนอง-ไทยเดิมโบราณ

                 ประวัติศาสตร์ อาจมีในหลายด้าน    แต่คนที่ทำงาน ไม่เคยจะเอ่ยออกนาม   คนที่แบกหาม ลุยน้ำลุยโคลนคนที่สรรค์สร้าง   จากป่าเป็นเมือง รุ่งเรืองงามเพียงเวียงวัง   ด้วยเลือดด้วยเนื้อ ของคนทำทาง   ถางทางตั้งต้น ให้คนต่อไป  จากป่าเปลี่ยว เที่ยวไปทุกถิ่น   ดังโบกโบยบิน ผืนดินเป็นถิ่นอาศัย   หนาวเหน็บเจ็บใจ ภัยร้ายนานาชีวาว้าเหว่   เช้าค่ำจำเจ เร่ไปให้คนเดินตาม   ทุกย่างก้าวเขาเหมือนเงาเรืองราม ฝังนามฝังร่างอยู่กลางแผ่นดิน

    คนดี

    คำร้อง-เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

    ทำนอง-ป่องต้นกล้า

                 ฟ้าหมองแผ่นดินร่ำร้องระงม สองมือชูชัยไขว่คว้าเพียงลม   ไขว่คว้าเพียงลมฝากลมแล้งลอย   เวิ้งฟ้า ทุ่งนาป่าเขาดงดอย เขายังคอยไขว่คว้างยังคอย   กับสายลมลอย พัดลอยเลยไกล   เธอมา ท่ามกลางพายุปะทุเถื่อนภัย เพียงสองมือเราจับมือช่วยฉุด   มือร่วมฝ่าไป ข้ามไปให้แรง   คนดีจะมีทุกหนทุกแห่ง หนทางยาวไกลโหดร้ายรุนแรง   โลกนี้มีแรงเพราะแรงคนดี

    นางนวล

    คำร้อง-เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

    ทำนอง-ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี

                โบกโบยคล้อยบิน บินละลิ่ว ปลิวห่างไกลห่าง   กว่าตะวัน จะสายจะสาง อีกนานแสนนาน   จากวันนั้นมามา ถึงนี่ ปีผ่านวันผ่าน   ดั่งวันวานยังหวานยังหวัง อยู่ในหัวใจ   เจ็บปวดร้าว ร้าวใจรอ รอวันใหม่   ฟ้ากว้างไกล ไกล แสนไกลหา ศรัทธาสองเรา  ประคองคล้อยลอย ลอยเหนือคลื่น ลมเห่ลมเป่า   เจ้านางนวล ร่อนเหเร่หาว อยู่เคียงฟ้าดิน 

คำนิยม

                ดนตรีดีๆนั้นทำให้จิตสงบเย็น   ซึ่งจะเป็นพลังให้สร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่ส่วนรวมได้  ดนตรีทำให้ชื่นใจ อิ่มใจ และมีกำลังใจ

 

 แหล่งอ้างอิง

 ศิวกานท์ ปทุมสูติ.  (2539).  กาญจนบุรีศึกษา 2539 เชิดชูเกียรติศิลปินแผ่นดินกาญจน์ : นายชู คุณพันธุ์  นายเนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์.  กาญจนบุรี.  ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม  สถาบันราชภัฏกาญจนบุรี.

http://mblog.manager.co.th/kaewkrabi/th-29837/

 

 

 

 

 

 

 

คำขวัญกาญจน์ - สุพรรณ