การแก้ปัญหาสารเคมีการฝังกากสารเคมีจังหวัดกาญจนบุรี

 

       จากเหตุการณ์ไฟไหม้โกดังสินค้าอันตรายบริเวณท่าเรือคลองเตย เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2534 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 11 ปีแล้ว นับเป็นอุบัติภัยจากสารอันตรายครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหาการกำจัดกากสารอันตรายที่เกิดจากเหตุเพลิงไหม้ตามมา การดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนในขณะนั้นได้นำกากสารเคมีที่เหลือจากไฟไหม้มาปรับเสถียรถ้วยปูนแล้วบรรจุถัง 200 ลิตร ขนย้ายไปฝังกลบที่บริเวณเชิงเขาแหลม ต. ลาดหญ้า อ. เมือง จ. กาญจนบุรี

            ต่อมาในปี 2535 มีกระแสการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนและองค์กรท้องถิ่นจังหวัดกาญจนบุรีเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการฝังกลบกากสารเคมีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยหวั่นวิตกว่ากากสารเคมีที่นำไปกลบฝังที่จังหวัดกาญจนบุรีนั้น อาจเกิดการรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในบริเวณใกล้เคียง รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งได้จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหามลพิษจากการฝังกากสารเคมีขึ้นประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อมและกลุ่มองค์กรเอกชน จำนวน 15 หน่วยงาน ได้แก่ การท่าเรือแห่งประเทศไทย กองพลทหารราบที่ 9 กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก กรมวิทยาศาสตร์บริการ กรมทรัพยากรธรณี กรมอนามัย กรมวิชาการเกษตร กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมการปกครอง จังหวัดกาญจนบุรี กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ สมาคมเคมีกรุงเทพมหานคร และองค์การท้องถิ่นจังหวัดกาญจนบุรี ทำหน้าที่ทบทวนวิธีการและมาตรการความปลอดภัยของการฝังกากสารเคมีที่ผ่านมารวมทั้งพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น และเสนอแนวทางในการบรรเทาและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการฝังกากสารเคมี
      คณะทำงานแก้ไขปัญหามลพิษจากการฝังกากสารเคมีพิจารณาเห็นว่า เนื่องจากสภาพหลุมเดิมไม่ได้ออกแบบป้องกันการรั่วซึมของสารเคมีไว้สำหรับฝังกลบระยะยาว หากภาชนะบรรจุกากสารเคมีผุสลายกากสารเคมีในภาชนะอาจรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้ จึงมีมติให้นำกากสารเคมีที่ฝังอยู่บริเวณเชิงเขาแหลม ต. ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ฝังใหม่ให้ถูกต้องตามวิธีการฝังกลบแบบปลอดภัย โดยมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษออกแบบก่อสร้างและให้กองพลทหารราบที่ 9 เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายจำนวน 8 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายการแก้ไขปัญหาดังกล่าว  การก่อสร้างหลุมฝังกากแห่งใหม่เมื่อเดือนกันยายน 2537 มีขนาด 5,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งใกล้เคียงขนาดหลุมเดิม ซึ่งมีการป้องกันการรั่วซึมโดยการปูด้วยดินหนียวอัดแน่นและแผ่นพลาสติกโพลีเอทธีลีนชนิดความหนาแน่นสูง (High Density Polyethylene) ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 7 เดือน และได้ขนย้ายกากสารเคมีจากหลุมเดิมมายังหลุมใหม่โดยใช้เวลาการขนย้าย 12 วัน แล้วเสร็จเมื่อ 10 เมษายน 2538  ในการนำกากสารเคมีไปฝังกลบหลุมใหม่ได้ทำการลดพิษด้วยปูนขาว และหลังการขนย้ายกากสารเคมีไปยังหลุมใหม่แล้วเสร็จ ได้ดำเนินการปิดกลบหลุมฝังกากใหม่ด้วยวัสดุกันซึม ประกอบด้วยดินเหนียวบดอัดแน่นและพลาสติกโพลีเอทธีลีน (High Density Polyethylene) เช่นกัน

             ในการปฎิบัติงานทุกขั้นตอนมีการกำกับดูแลโดยคณะทำงานแก้ไขปัญหามลพิษจากการฝังกากสารเคมีและมีการตรวจสอบจากองค์กรท้องถิ่นจังหวัดกาญจนบุรี สื่อมวลชนแขนงต่างๆ รวมทั้งประชาชนที่สนใจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงระยะเวลาที่ทำการขนย้ายกากสารเคมีจากหลุมเก่าไปยังหลุมใหม่ มีคณะที่ปรึกษาการขนย้ายกากสารเคมีประกอบด้วยนักวิชาการภาครัฐและกลุ่มองค์กรเอกชน (NGO) กำกับดูแลการขนย้ายให้เป็นไปตามหลักวิชาการ รวมทั้งการตรวจเช็คสุขภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานก่อนและหลังการปฏิบัติงาน จึงมั่นใจได้ว่าการก่อสร้าง การขนย้ายและการปิดกลบหลุมฝังกากสารเคมีมีความมั่นคงปลอดภัยและถูกต้องตามหลักวิชาการและไม่มีการรั่วไหลออกสู่แวดล้อม ในการดูแลรักษาสถานที่ฝังกากสารเคมีในระยะยาวกรมควบคุมมลพิษ และการทำท่าเรือแห่งประเทศไทยได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสารพิษนั้น ซึ่งเป็นเงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาการฝังกากสารเคมีและดอกเบี้ย จนกระทั่งถึงปัจจุบันเป็นจำนวนเงิน 1,420,000 บาท เพื่อเก็บไว้เป็นกองทุนสำหรับดำเนินการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงภายหลังการฝังกลบจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 7 ปีแล้ว ที่กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณหลุมฝังกากสารเคมีและบริเวณชุมชนใกล้เคียง อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา โดยทำการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำผิวดินและใต้ดินบริเวณหลุมฝังกากสารเคมีและชุมชนใกล้เคียง อย่างต่อเนื่องทุก 4 เดือน พารามิเตอร์ที่ตรวจวิเคราะห์ได้แก่ กลุ่มโลหะหนักสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ กลุ่มออร์แกนโนคลอรีน ผลการตรวจวิเคราะห์ พบว่าคุณภาพน้ำผิวดินและดินอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่มีความปลอดภัย

             จากการสัมภาษณ์ประธานองค์กรท้องถิ่นจังหวัดกาญจนบุรี คุณบุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี ท่านได้ให้ความเห็นและทัศนคติต่อความสำเร็จของการดำเนินงานแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ว่า "ถือว่าได้ว่าการดำเนินงานครั้งนี้มีความสำเร็จสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้และเป็นไปตามแนวทางที่ประชาชนชาวจังหวัดกาญจนบุรี เรียกร้อง คือหน่วยงานของรัฐเห็นความสำคัญของปัญหาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นคือมีการปรึกษาหารือ และเรียกประชุมทุกขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ อาจจะมีรายละเอียดบางส่วนที่ไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดจากการร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายไปได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดจากการร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาด้วย ความตั้งใจและเอาแก่นแท้ของปัญหามาพูดคุยกัน ถือว่าเป็นนิมิตรใหม่ในการแก้ไขปัญหาของสังคมของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในอนาคต"

           การแก้ไขกรณีปัญหาการฝังกากสารเคมี จังหวัดกาญจนบุรีถือเป็นกรณีตัวอย่างที่มีความสำเร็จอันเนื่องมาจากความร่วมมือร่วมใจในการดำเนินการระหว่างภาครัฐ กลุ่มองค์กรและประชาชน และเป็นมติใหม่ที่ภาครัฐร่วมกับประชาชนในการแก้ไขและควบคุมปัญหามลพิษอันเนื่องมาจากสารเคมี

 

แหล่งข้อมูล : ฝ่ายวัตถุอันตราย กองจัดการสารอันตรายและกากของเสีย กรมควบคุมมลพิษ 
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง : สิ่งพิมพ์:- กรณีความสำเร็จของการจัดการมลพิษ