คลี่ปมปัญหาที่ดิน รับลงทุนการค้า"กาญจนบุรี-ทวาย"


รายงานโดย ปิยรัชต์ จงเจริญ

               ปัญหาที่ดินของ จ.กาญจนบุรี ขึ้นชื่อว่า "ครบเครื่อง" จะเห็นได้จากขอบเขตที่ดินที่มีประมาณ 12 ล้านไร่ มีราษฎรอาศัยทำกินในเขตที่ดินของรัฐทุกประเภท ทั้งป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ราชพัสดุ สาธารณประโยชน์ ส.ป.ก. และเขตนิคมสหกรณ์ การดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดิน ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2547 คณะรัฐมนตรี อนุมัติหลักการให้กาญจนบุรีเป็นจังหวัดนำร่องในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามโครงการของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) และอนุมัติงบประมาณสนับสนุนให้กาญจนบุรีและส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกว่า 134 ล้านบาท แก้ไขปัญหาที่ดินให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี (2547-2549) แต่ถึงปัจจุบันก็ยังคาราคาซังอยู่ สำหรับที่ดินที่ใช้ในราชการทหาร แปลงพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี พ.ศ.2481 เป็นปัญหามากที่สุด โดยได้ประกาศในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เนื่องจากเห็นว่ากาญจนบุรี มีไม้ลวก ไม้ไผ่ ที่อุดมสมบูรณ์ จึงได้นำโรงงานกระดาษมาตั้งใจกลางเมือง มีวัตถุประสงค์เพื่อนำวัตถุดิบป้อนเข้าโรงงาน ปรากฏว่า ประกาศครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3 ล้านไร่ จึงทำให้มีปัญหาทุกอำเภอ ยกเว้นอำเภอตอนล่าง โดยไม่ได้กันพื้นที่ใดๆ ออก แม้กระทั่งศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี ต่อมาได้เพิกถอนการหวงห้ามเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เขตปฏิรูปที่ดิน เขตที่นำไปจัดให้ราษฎรที่ได้รับผลกระทบ (น้ำท่วม) จากการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ และใช้เป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมเนื้อที่ประมาณ 1.426 ล้านไร่ คงเหลือพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงกลาโหมประมาณ 1.548 ล้านไร่ มีราษฎรเข้าถือครองประมาณ 57,000 แปลง (ราย) เนื้อที่ประมาณ 9 แสนไร่ แต่จนถึงปัจจุบันก็ไม่มีความคืบหน้าเพราะขาดความต่อเนื่อง จนทำให้ปัญหาที่ดินเป็นปมเงื่อนที่ขมวดแน่นขึ้นทุกวัน 
               "ชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะ" รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับปัญหาที่ดินทำกิน กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่ผ่านมาใช้กฎหมายคนละฉบับ จึงทำให้การแก้ไขยากลำบาก ผู้ที่จะลงมาแก้จะต้องเข้าใจพื้นที่ ฐานะที่ดินที่แท้จริงก่อน ที่สำคัญจะต้องมองภาพรวมของปัญหา มิใช่มองแต่เพียงภารกิจในหน้าที่ ปัญหาก็จะคาราคาซังอยู่เช่นทุกวันนี้ 
                "เมื่อหลายปีก่อนธนารักษ์จังหวัด สำรวจผู้ที่มีปัญหาที่ดินในเขต พ.ร.ฎ. 2481 ไว้ที่ 70,000 ราย แต่ผมตั้งสมมติฐานว่าปัจจุบันมีประมาณ 3-4 แสนราย เนื่องจากเวลาผ่านไปนานแล้ว จึงเชื่อว่าจะต้องมีการกระจายการถือครอง
          "ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) กาญจนบุรี ประชุมเดือนละ 2 ครั้ง โดยในการประชุมแต่ละครั้งจะพิสูจน์สิทธิประมาณ 400-600 ราย รวมเป็นเดือนละประมาณ 800-1,200 ราย เท่ากับว่าจะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์สิทธิถึง 20 ปี จึงจะแล้วเสร็จ จึงดูเหมือนว่า การแก้ปัญหาล่าช้ามาก ดังนั้น หากจะให้การแก้ปัญหารุดหน้า แล้วเสร็จโดยเร็ว รัฐบาลจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการระดมสรรพกำลังเจ้าหน้าที่ลงมาแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะ รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ อย่างครบครัน และงบประมาณอย่างเพียงพอ" 
          ชัยวัฒน์กล่าวว่า จำนวนราษฎรที่เข้ากระบวนการพิสูจน์สิทธิ พบว่าผ่านการพิจารณา 20-40% เท่านั้น ดังนั้น ส่วนหนึ่งจะสามารถออกเอกสารสิทธิได้ บางส่วนต้องเข้าสู่กระบวนการเช่าที่ดิน ซึ่งส่วนนี้จะมีจำนวนมาก ซึ่งทุกวันนี้ชาวบ้านก็ทำกินอยู่ในพื้นที่ที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง เพียงแต่การลงทุนที่ต้องการความมั่นคงไม่เกิด
       "มองว่าจะต้องแก้ปัญหาโดยแบ่งเป็นกลุ่มๆ คือ กลุ่มแรก คือ พื้นที่ที่ใช้ประโยชน์อย่างชัดเจนมาก่อนการประกาศ พ.ร.ฎ. 2481 ก็ต้องกันออกเลย พร้อมทั้งแก้ไขรูปแผนที่ท้าย พ.ร.ฎ. และกลุ่มที่สอง คือ ผู้หวงห้ามให้พิจารณาว่า ณ วันนี้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้พื้นที่มากน้อยแค่ไหน เพียงไร โดยจะต้องอยู่บนสองเงื่อนไข คือ ความจำเป็นที่แท้จริงและคำนึงถึงผลกระทบต่อการแก้ปัญหา
             "กลุ่มที่สาม ในส่วนที่กันออกก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะให้หน่วยงานใดรับผิดชอบ เพื่อดำเนินการออกเอกสารสิทธิให้กับราษฎรตามระเบียบของแต่ละหน่วยงานต่อไป อย่างไรก็ตาม ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนทั้ง 3 ข้างต้น หากราษฎรรายใดมีความประสงค์จะพิสูจน์สิทธิก่อน ก็สามารถทำได้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การแก้ปัญหาคลี่คลายได้อย่างชัดเจนและรวดเร็วขึ้น 
          "และถึงแม้จะผ่านทั้ง 3 ขั้นตอนมาแล้ว แต่เรื่องก็ไม่ได้จบที่ทางจังหวัด แต่จะต้องนำเสนอสู่ระดับนโยบายเพื่อพิจารณา ดังนั้น ระดับนโยบายจะต้องสนองตอบในเรื่องดังกล่าวด้วย เพื่อให้ผู้ปฏิบัติระดับจังหวัดแก้ไขปัญหาได้คล่องตัวและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และมั่นใจว่าเราจะสามารถแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จได้ภายใน 3-5 ปีเท่านั้น" ชัยวัฒน์กล่าว 
    กาญจนบุรีมีต้นทุนทางทรัพยากรสูงทั้งการท่องเที่ยว ทรัพยากรธรรมชาติ การค้าชายแดน การเกษตรอุตสาหกรรม ฯลฯ แต่พบว่า ถึงแม้นักท่องเที่ยวจะเข้ามาเมืองกาญจน์จำนวนมาก แต่สิ่งที่จะตกกับจังหวัดไม่คุ้ม เนื่องจากราษฎรอาศัยและทำกินอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีความมั่นคง จึงส่งผลให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเสียโอกาส และต่อเนื่องถึงภาคประชาชนด้วย  ในส่วนโครงการก่อสร้างถนนเชื่อมระหว่างประเทศสายกาญจนบุรี-ทวาย ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าไปมาก ดังนั้น จะต้องรีบแก้ปัญหาที่ดินเพื่อรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้น ซึ่งหากกาญจนบุรีสามารถแก้ปัญหาที่ดินให้แล้วเสร็จ มั่นใจว่า "เมืองกาญจน์จะรุ่งเรือง" ในทุกๆ ด้านอย่างแน่นอน