ประวัติวัดดอนเจดีย์

อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี

 

สถานที่ตั้งวัด

วัดนี้ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับ "พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์" ด้านทิศตะวันออก เลขที่ ๑๖๕ หมู่ที่ ๕ ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอ ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ พร้อมกับ การบูรณะและสร้างพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ โดยรัฐบาลสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช บนเนื้อที่ประมาณ ๘๐ ไร่เศษ

เนื่องด้วยดอนเจดีย์แห่งนี้เป็นสถานที่ทรงกระทำยุทธหัตถี ที่สมเด็จพระนเรศวรพระเป็นเจ้ามีชัยชนะเหนือพระอุปราชา แม่ทัพ ของพม่า เมื่อปีพ.ศ. ๒๑๓๕ ปลดเมืองไทยให้เป็นไท พระองค์จึงได้ ประกอบพระราชประเพณีโบราณ โดยได้สร้างองค์พระเจดีย์นี้ น้อมถวายเป็นพระราชกุศล พร้อมกับสร้างวัดแห่งนี้ เพราะองค์พระ สถูปเจดีย์จะปราศจากสถานที่อันเป็นวัดไม่ได้ แต่สถานที่แห่งนี้ได้ ถูกปล่อยให้รกร้างมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี จนรัฐบาลได้มองเห็น ความสำคัญกลับมารื้อฟื้นขึ้นใหม่ โดยสงวนที่ดินเป็นของวัดดอนเจดีย์ ไว้ให้จำนวนประมาณ ๘๐ ไร่เศษ

ผู้ปกครองวัด

เมื่อได้ก่อสร้างเสนาสนะใหม่พอเป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุและสามเณรได้แล้ว ทางคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งผู้รักษาการแทน เจ้าอาวาส ปกครองวัดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ - ๒๕๐๐ รวม ๔ รูป คือ

 รูปที่ ๑. พระอธิการศิริ ย้ายมาจากวัดสระศรีเจริญ (เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองสระ - ชื่อดั้งเดิม) มารักษาการเจ้าอาวาสช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๕ - ๒๔๙๖

รูปที่ ๒. พระเมธีธรรมสาร วัดบ้านกร่าง เจ้าคณะอำเภอ ศรีประจันต์ มารักษาการเจ้าอาวาสช่วงปีพ.ศ. ๒๔๙๖ - ๒๔๙๖ โดยการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ เพราะสมัยนั้นวัดดอนเจดีย์ยังสังกัด อยู่ในท้องที่อำเภอศรีประจันต์

รูปที่ ๓. พระมหาผล ป.ธ. ๖ (ภายหลังได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น เจ้าคุณที่ "พระภัทรมุนี" และได้เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี) วัดพังม่วง อำเภอศรีประจันต์ มารักษาการเจ้าอาวาสช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๖ - ๒๔๙๘

รูปที่ ๔. พระวิกรมมุนี วัดปราสาททอง เจ้าคณะจังหวัด สุพรรณบุรี มารักษาการเจ้าอาวาสช่วงปีพ.ศ. ๒๔๙๘ – ๒๕๐๑

ครั้นถึง พ.ศ. ๒๕๐๑ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๓  (สมเด็จป๋า) วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพมหานคร สมัยดำรงสมณศักดิ์

“พระธรรมวโรดม” เจ้าคณะตรวจการคณะสงฆ์ภาค ๗ เห็นว่า วัดดอนเจดีย์ เป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวาย "สมเด็จพระนเรศวรมหาราช" พระผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน ควรมีพระผู้ใหญ่ไปอยู่ประจำ จึงสั่งให้ "พระวิบุลเมธาจารย์" (หลวงพ่อเก็บ) วัดสองพี่น้องเจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง และรักษาการเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรีไปอยู่ประจำที่วัดดอนเจดีย์ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๐๑

เมื่อพระวิบุลเมธาจารย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ในปีนั้นเองก็ได้เปิดสำนักเรียนขึ้น มีพระภิกษุสามเณรมาอาศัยอยู่ศึกษาเล่าเรียนถึง ๑๓๐ รูปเศษ การศึกษาก็เจริญมาโดยลำดับ สมเด็จป๋าเห็นว่าสำนักเรียนวัดดอนเจดีย์ เป็นสำนักเรียนใหญ่พระภิกษุสามเณรนักเรียนต้องอาศัยเรียนในองค์พระเจดีย์บ้าง ตามโคนไม้บ้างเป็นความลำบาก จึงได้ติดต่อขอให้ นายประยงค์ ตรงจิตรเจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์ กรุงเทพฯ ไปสร้างอาคารเรียนให้ หนึ่งหลัง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ชื่อ “ตึกพระพนรัตน์” เพื่อเป็นอนุสรณ์ แด่ “สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว” สมัยกรุงศรีอยุทธยา ซึ่งเป็นพระมหาเถระที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเคารพมากองค์หนึ่ง กับขอให้นายบุญวงค์ อมาตยกุอ ชาวกรุงเทพฯ เช่นกัน หล่อพระประธาน สมัยอู่ทองไปประดิษฐานเป็นพระประธานประจำพระอุโบสถอีกองค์หนึ่งด้วย

ประวัติพระวิบูลเมธาจารย์ (เก็บ ภทฺทิโย ป.ธ. ๗)

พระวิบุลเมธาจารย์ (หลวงพ่อเก็บ) เป็นชาวสองพี่น้อง มีนาม เดิมว่า "เก็บ" นามสกุล "พุฒิเจริญ" บิดาชื่อว่า "รัด" เกิดปีขาล วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ที่ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี มีศักคิ์เป็น "หลานอา" ของพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปณฺณสิริ) หรือสมเด็จป๋า และ “หลานปู่” ของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญ อุปสมบทเมื่อ วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗0  ณ วัดสองพี่น้อง โดยมีพระครูอุภัยภาดารักษ์ เป็นพระอุปัชฌาย์พระอาจารย์หอม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ล้วน (เจ้าอาวาสวัดละครทำ กรุงเทพฯ) เป็นพระอนุสาวนาจารย์เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาอยู่ในสำนักของพระอุปัชฌาย์ วัดสองพี่น้อง ๑ พรรษา แล้วย้ายเข้าไปศึกษาบาลีที่วัดพระเชตุพนฯ กับสมเด็จป๋าสมัยที่ยังเป็นพระมหาปุ่น ป.ธ. ๖ พอได้เปรียญธรรม ๔ ประโยคแล้ว สมเด็จป๋าก็ส่งให้กลับมาเปิดสำนักเรียนบาลี วัดสองพี่น้อง เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๓ วัดสองพี่น้องจึงเป็นสำนักเรียน ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุพรรณบุรีสำนักหนึ่งตงแต่นั้นมา ท่านลงชื่อ สอบบาลีได้ในสำนักเรียนวัดพระเชตุพนฯ ตงแต่ประโยค ๓ - ๖ และมาลงชื่อสอบในสำนักเรียนบาลีวัดสองพี่น้อง ปีพ.ศ. ๒๔๙๒ เมื่อสอบได้เป็นเปรียญธรรม ๗ ประโยค ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ขน ๑๕ คํ่ากลางเดือน ๘ ได้เดินทางไปจำพรรษาที่วัดปราสาททอง เป็นเวลา ๒ พรรษา เพื่อสนองงานเป็นศึกษาจังหวัด ตามระบบ

การปกครองคณะสงฆ์ในสมัยดั้งเดิมและได้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ "พระวิบุลเมธาจารย์" ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ หลังจากนั้นแล้วก็กลับมาอยู่วัดสองพี่น้องอีกครั้งหนึ่ง ก่อน โปอยู่ประจำที่วัดดอนเจดีย์ตั้งแต่เดือนมกราคม ปีพ.ศ. ๒๕๐๑ จนถึงบั้นปลาย แห่งชีวิต

ศิษย์สองพี่น้องของท่านตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่นต่อ ๆ มาได้ อยู่สนองงานของคณะสงฆ์ปัจจุบัน อาทิ

พระเทพสุวรรณโมลี (ฉลอง จินฺตาอินฺโท ป.ธ. ๕) เจ้าอาวาส วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร และเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี

พระเทพสุธี (วิเชียร อโณมคุโณ ป.ธ. ๙) รองเจ้าอาวาส วัดปากนั้า ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ หัวหน้าสำนักแกอบรมพระธรรมพูต และเจ้าคณะภาค ๗

พระราชพุทธิญาณวงศ์ (สุชาติ ธมุมรตโน ป.ธ. ๙) ผู้ช่วยเจ้า อาวาสวัดปากนํ้า ภาษีเจริญ รองเลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง และรองเจ้าคณะภาค ๗ (ศิษย์วัดสองพี่น้อง + วัดดอนเจดีย์)

พระสิรินันทเมธี (สอิ้ง สิรินนฺโท ป.ธ. ๘) รักษาการเจ้าอาวาส วัดดอนเจดีย์ และรองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น และที่สำเร็จ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค ยังดำรงสมณเพศอยู่อีกหลายรูป

พระวิบูลเมธาจารย์ อดีตอาวาสวัดนี้เป็นผู้ใฝ่ใจในการศึกษา เล่าเรียนทางบาลี และปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณร นับตั้งแต่ พระคุณท่านยังหนุ่ม ๆ สมัยเป็นอาจารย์สอนที่วัดสองพี่น้อง จนมา ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์นี้ และเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ พระคุณท่านได้จัดให้วัดดอนเจดีย์เป็นสำนักเรียนพระ ปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี มีนักเรียนไม่น้อยกว่าปีละ ๘๐ - ๑๐๐ รูป บางปีปรากฎว่าจำนวนนักเรียนเปรียญธรรมของวัดดอนเจดีย์ สอบได้ทั้งหมด มาจนถึงปีพ.ศ. ๒๕๑๘ พระวิบุลเมธาจารย์ อาพาธและถึงมรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๒๕.

การสร้าง “วัตถุมงคล”

เมื่อพระวิบุลเมธาจารย์ได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์แล้ว นอกจากจัดการศึกษาของพระภิกษุสามเณรให้เจริญ มั่นคง ท่านเห็นว่า แผ่นดินอันเป็นที่ตั้งพระบรมราชานุสรณ์ เป็นแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ ก่อให้เกิดชัยมงคลแก่ประเทศชาติ จึงริเริ่มสร้างวัตถุมงคลตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยให้พระ-เณร ตักนํ้าในสระวัด ซึ่งมีสีขาว คล้ายน้ำซาวข้าว มาแกว่งสารส้มแล้วนำตะกอนมาทำเป็นพระพิมพ์ต่าง ๆ มากมาย แจกลูกศิษย์ และผู้เคารพนับถือ

การสร้างวัตถุมงคล ในช่วงแรกจะเป็นดินเผาทั้งหมด แต่ตอน หลังใช้ผงดอกไม้ที่คนนำมาบูชาเป็นหลัก ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ "สมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช" ได้เสด็จไปทรงตัดลูกนิมิต ท่านจึงได้สร้าง วัตถุมงคลหลายชนิดเป็นที่ระลึก คือ "พระกริ่งพระองค์ดำ กริ่งพระองค์ขาว" เหรียญ ภปร. พระผงสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ภปร. พระผง พิมพ์ต่าง ๆ กับเหรียญรูปเหมือนของท่าน แล้วรวมทำพิธีพุทธาภิเษก

โดยพระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้น อันมี "สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๗ เป็นประธานจุดเทียนชัย" และยุติการสร้างแต่นั้นมาวัตถุมงคลดังกล่าว บางพิมพ์แจกไปหมดแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ที่เหลือก็เฉพาะบางพิมพ์ที่ท่านบรรจุและเก็บไว้ในกุฏิของท่าน ซึ่งทางวัดดอนเจดีย์ได้เปิดให้บูชากัน ในปีพ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นปีที่อัญเชิญ "สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ" ขึ้นประทับ ณ พระตำหนักจันทร์เกษม ที่ท่านสั่งให้สร้างถวายก่อนท่านมรณภาพ

พระวิบุลย์เมธาจารย์ ได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๑ และมรณภาพเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๕  ในระหว่างท่านเป็นเจ้าอาวาสนั้นได้บำรุงวัดให้มั่นคงในทุกด้านและในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ก่อนมรณภาพท่านได้เริ่มสร้าง "ศาลามหาเถรคันฉ่อง" เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ "พระมหาเถรคันฉ่อง" พระเถระชาวมอญที่ช่วยให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราช รอดพ้นจากการถูกลอบปลงพระชนม์ แต่ยังมิทันสำเร็จ ท่านก็ล้มป่วยจึงได้สั่งให้ "พระสิรินันทเมธี" ซึ่งเป็นสัทธิวิหาริกมาอยู่ดำเนินการต่อ คือให้สร้าง "ศาลามหาเถรคันฉ่อง" และสร้าง "พระตำหนักจันทร์เกษมถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" ซึ่งพระสิรินันทเมธี ก็ได้สนองปณิธานของท่านสำเร็จทั้งสองรายการ

เฉพาะ "พระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" ได้สร้างสำเร็จและอัญเชิญพระองค์กับสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นประทับเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยพลเอกวัฒนชัย วุฒิศิริ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานอัญเชิญ ขณะนี้เปิดให้ประชาชนเข้าไปถวายสักการะทุกวัน ตั้งแต่เวลา๐๘.๐๐- ๑๗.๐๐น.

ศิลาจารึก

วัดดอนเจดีย์-วัดสองพี่น้อง

[รักษาตัวสะกดคำเหมือนต้นฉบับศิลาทุกประการ]

๑. อุโบสถวัดดอนเจดีย์

นมตฺลุ สุคตสฺส จิรํ ติฏฐตุ โลกสฺมี สมฺมาสมฺพุทฺธสส สาสนํ

ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาล ล่วงแล้ว ๒๕๐๓ พรรษา ปัจจุบันสมัย สุรทินที่ ๑๐ พฤษภาคม ตรงกับวันอังคารขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๖ ปีชวด เป็นวันเพ็ญวิสาขมาส พระจันทร์เสวยวิสาขนักขัตุฤกษ์ ได้ประกอบ พิธีหล่อพระพุทธรูปถอดแบบสมัยอู่ทอง หน้าตักกว้าง ๓ ศอก ณ วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ เวลา ๑๗ นาฬิกา (๕ โมงเย็น) พระสงฆ์ทรง สมณศักดิ์ ๙ รูป เจริญพระพุทธมนต์ และพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ นั่งปรก พระสงฆ์สวดพุทธาภิเษก ตั้งแต่เริ่มสุมหุ่นหลอมทองตลอดรุ่ง ถึงหล่อเสร็จ เวลา ๕ นาฬิกา ๓๐ นาที

รุ่งอรุณวันพุธที่ ๑๑ พฤษภาคม ตรงกับเวลาตรัสรู้พระอนุตตา สัมมาสัมโพธิญาณ เป็นปฐมฤกษ์ เททองหล่อพระประธาน

เหตุมหัศจรรย์ในเที่ยงคืนวันนั้น มีฝนตกลงมาขนาดหนัก ตลอดไป พอได้ฤกษ์เททอง ฝนหยุดขาดเม็ด นี้ให้เห็นเป็นมหัศจรรย์ ในพุทธานุภาพ

วันจันทร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ตรงกับวันแรม ๑๑ คํ่า เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๕๐๓ เวลาเช้า ๙ นาฬิกา ๑๘ นาที ได้ฤกษ์อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ไว้บนแท่นฐานชุกชี เป็นพระประธานประจำในพระอุโบสถวัดดอนเจดีย์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี

ด้วยอานิสงค์คุณนี้ ขออานุภาพของพระศรีรัตนตรัย และ เทพดา ผู้นับถือพระพุทธศาสนา จงอภิบาลสรรพสัตว์ให้ประสบ สันติสุข ทุกทีพาราตรี โดยมีจิตเมตตาปรานีต่อกัน ผู้ประทุษร้าย ต่อผู้มีธรรม จงพ่ายแพ้ตัวทุกเมื่อ เทอญ

พระพุทธประธานพร้อมด้วยแท่นฐานชุกนี้นี้ นาย บุญวงศ์ อมาตยกุล กรุงเทพฯ บริจาคทรัพย์จำนวน ๖๐,๔๑๘ บาท ๖๕ สตางค์ สร้างไว้ในพระพุทธศาสนา

พระธรรมวโรดม (ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนฯ เป็นประธาน พระราชศีลโศภิต (ชินปุตฺโต) วัดพระพิเรนทร์ อำนวยการสร้าง พระคเศิวาจารย์พราหมณ์ ประกอบพิธีฝ่ายโหร

๒. ตึกพระพนรัตน์

ตึกพระพนรัตน์

สมเด็จพระวันรัต (ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนฯ เป็นประธานสร้าง พระราชศีลโศภิต (ชินปุตฺโต) วัดพระพิเรนทร์ อำนวยการสร้าง

นายประยงค์นางเล็กตั้งตรงจิตร ห้างขายยา ตราใบโพธ ท่าเตียน พระนคร บริจาค ๕๕๐,๐๐๐ (ห้าแสนห้าหมื่นบาท) สร้างถวายวัดดอนเจดีย์เพื่อเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕

๓. ศาลามหาเถรคันฉ่อง

ศุภมัสคุ

พระพุทธศาสนากาลล่วงแล้วได้ ๒๕๒๖ พรรษา พระวิบุลเมธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์ มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๕ ก่อนมรณภาพมีบัญชาให้พระสิรินันทเมธี มาอยู่จำพรรษาวัดดอนเจดีย์ เพื่อดำเนินการก่อสร้างศาลาการเปรียญ ต่อจากที่ท่านริเริ่มไว้ พระสิรินันทเมธี มาอยู่จำพรรษาวัดดอนเจดีย์ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ ได้ประชุมปรึกษากรรมการและทายกทายิกา มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ให้ดำเนินการสร้างต่อ ตั้งแต่เดือนธันวาคมพุทธศักราช ๒๕๒๖  

รายชื่อผู้บริจาค [เว้นไว้]

รวมทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งสิ้น๔,๒๒๔,๒๗๐ บาท

ศาลาหลังนี้สร้างสำเร็จเมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๙ ให้ชื่อว่ "ศาอามหาเถรคันฉ่อง" เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระมหาเถรคันฉ่อง ผู้มีพระคุณต่อชาวไทยในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขอศาล หลังนี้จงสถิตสถาพร เป็นที่หลั่งไหลมาแห่งบุญกุศล แด่ผู้มีส่วนร่วม ในการก่อสร้างตลอดกาลนานเทอญ

4. ศิลาจารึกหน้าพระอุโบสถวัดสองพี่น้อง

ศิลทาจารึกหน้าพระอุโบสถวัดสองพี่น้องเป็นภาษาไทยยุคพ.ศ. ๒๔๗๖ ส่วนด้านหลังพระอุโบสถเป็นภาษาจีน ปริวรรตเป็นภาษาสมัยใหม่ ได้ดังนี้:-

สำเนาเทสนาปวัตติกถา

แสดงประว้ติเถ้าแก่กวางเข่ง นางไข่ บ้านสองพี่น้อง

อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้สร้างอุโบสถแห่งนี้

อนุสนธิธัมมเทสนา บัดนี้จักได้พรรณาเรื่องราวของจีน ผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่าเถ้าแก่กวางเข่ง เถ้าแก่กวางเข่งผู้เป็นชนชาติจีนแต๋จิ๋ว แซ่จู เมื่อมาจากเมืองจีนพักอยู่ ในกรุงเทพฯ ญาติพี่น้องไม่มี ได้อาศัยอยู่กับเถ้าแก่ใหญ่คนหนึ่ง ได้ ช่วยเขาทำงานและสอนหนังสือให้บุตรเขาบ้าง พอได้เลี้ยงชีพไป วันหนึ่ง ๆ ต่อมาเขาจ้างให้ทำเสมียนเรือส่ง จึงได้ลาออกจากห้าง เถ้าแก่นั้น ได้ทำการเป็นเสมียนเรือส่ง ได้รับค่าจ้างเล็กน้อย จึงลาออก จากหน้าที่เสมียน ซื้อเรือพลูเล็ก ๆ ชนิดแจวหนึ่งลำ มาทำมาค้าขายอยู่ ที่อําเภอสองพี่น้องนี้ ทุนไม่มีพอ จะยืมคนอื่นก็ยากไม่มีใครเชื่อถือ เพราะความยากจน แม้เพียงซื้อเหล้าหนึ่งไหยังขาดอยู่ ๖ สลึง เจ้าของเหล้าก็ไม่ยอมให้เชื่อ การ(ซื้อ)ขายเหล้าเป็นอันไม่สำเร็จ ความยากจน ของเขาถึงเพียงนี้ จึงทำให้เขาต้องค้าขายแต่ของเล็กน้อย แต่เถ้าแก่ กวางเข่งเป็นคนฉลาด รู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความยากแค้น การค้าขายจึงได้เจริญในกาลต่อมา และได้คิดหาภรรยาเพื่อช่วยกันค้าขายเป็นสองแรงขึ้น ได้ขอนางไข่ซึ่งเป็นคนค่อนข้างจนมาก             ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้บ้านอำเภอแช่ม (นายอำเภอชื่อแช่ม ชาวบ้านจึงเรียก ชื่อตามนี้ - ผู้ถอดความ) มาเป็นภรรยา เมื่อได้นางไข่เป็นภรรยา แล้ว ได้ซื้อเรือพลูสองแจวอีกหนึ่งลำ เพื่อขยายการค้าขายให้มาก ความเจริญได้ทวีขึ้นตามลำดับ ต่อมาได้มีบุตรหญิงชายกับนางไข่ รวมห้าคน การอยู่เรือก็ไม่เป็นการสะดวก เห็นว่ามีกำลังพอขยายริ ได้แล้วจึงได้ซื้อแพย่อมๆหลังหนึ่งจอดอาศัยอยู่ที่บางลี่ เมื่อความเจริญในการค้าขายมากขึ้น ได้ถูกโจรภัยปล้นทรัพย์สมบัติครั้งหนึ่ง จึงย้ายจากบางลี่มาซื้อที่อยู่ใหม่ที่ตำบลสองพี่น้องพอได้รับความ เจริญขึ้นก็บังเอิญมาถูกอัคคีภัยเข้าอีกครั้งหนึ่ง นับว่าได้ถูกภัยใหญ่ ถึงสองครั้ง โดยคุณพระรัตนตรัยปกครองเขาจึงไม่ถึงความย่อยยับ กลับได้รับความเจริญพร้อมด้วยลูกหลานจนทุกวันนี้บุตรชายคนที่ ๑ คนที่ ๒ ถึงแก่กรรมแล้ว คนที่ ๓ ไปประกอบอาชีพอยู่ที่ป่า และได้ภรรยาอยู่ที่นั่น นางเฮียงได้ประกอบอาชีพทางส่งสินค้า ส่วนนางเง็ก บุตรีคนสุดท้องได้ตั้งร้านขายอยู่ที่ตลาดบางลี่ ได้รับความเจริญด้วย กันทั้งสองคน

พวกเราที่เป็นชาวไทยหรือชาติจีนก็ตาม เมื่อได้ทราบประวัติของคนทั้งสองนี้ว่า เขาสองสามีภรรยาในเบื้องต้นได้ผ่านอันตรายและความยากแค้นอันสาหัส ไม่น่าจะทำตนให้ปรากฎแก่โลกและ พระทุทธศาสนาได้เลย เช่นนี้แล้วพึงเห็นว่าเป็นผู้ที่น่าเลื่อมใส น่าสมาคมคบหาควรที่พวกเราจะน้อมนำเอาจรรยาของคนทั้งสองนั้นมาสู่ตัวของเราบ้างเป็นการดี เพื่อจักได้อบรมตนของเราให้เจริญ ด้วยธนสารสมบัติแลความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แล้วทำตนให้ปรากฎแก่ตาโลกบ้างจะได้เป็นตัวอย่างอันดีของชนต่อไปฯ เมื่อเถ้าแก่กวางเข่งมาอยู่ในเมืองไทยแลในคลองสองพี่น้องนี้รวมเวลาได้ ๔๐ ปีเศษ เห็นว่าความชรามาถึงตนแล้ว จึงเลิกการค้าขายหันมาหา ที่พึ่งทางศาสนา เขาเป็นจีนก็จริงแต่เป็นคนใจบุญ ได้รับการศึกษา และคำแนะนำมาจากท่านอาจารย์แสง วัดดอนมะดันอยู่เสมอ ๆ จึงได้ มีความเลื่อมใสในพระศาสนา ได้บำเพ็ญกุศลต่าง ๆ อยู่เป็นนิตย์เช่น ทอดกฐินตามอารามต่าง ๆ หลายแห่งหลายหน แลในกาลต่อมาเขา ดำริว่าเขาได้รับความเจริญถึงเพียงนี้ ก็เพราะมาอาศัยประเทศสยาม ประกอบการเลี้ยงชีพ ควรตอบแทนบุญคุณของถิ่นที่ตนได้เคยอยู่ อาศัย แลเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่พวกจีนและชาวไทยต่อไป จึงลง ความเห็นว่า ประเทศสยามถือพระพุทธศาสนาเป็นหลักสำคัญ ควรจะ  เกื้อกูลแก่พระพุทธศาสนา จึงได้พร้อมใจกับภรรยามอบตนเป็นทายกและไวยยาวัจจกรวัดสองพี่น้อง วัดก็ได้รับความเจริญเป็นลำดับมา ในตอนนี้ได้สละเงิน ๕๐๐ บาท สร้างพระพุทธไสยยาสน์ องค์หนึ่ง แลศาลาการเปรียญอีกสามร้อยแปดสิบบาทฯ กาลต่อมา พระอุโบสถวัดสองพี่น้องทรุดโทรมลงเพราะเป็นของเก่าสืบไม่ได้ว่าสร้างมาแต่ปีใด เถ้าแก่กวางเข่งคิดจะสร้างใหม่ให้เป็นของถาวร จึงได้ปรึกษาพระครูวินยานุโยค (เหนื่ยง) เจ้าคณะแขวงแลเจ้าอาวาสวัดสองพี่น้องท่านเห็นดีด้วยจึงได้เรียกช่างมาประมูลเป็นจำนวนเงิน ๑๖,๘๐๐ บาท เป็นอันตกลงกันตามราคานั้น เถ้าแก่กวางเข่งได้ ละทรัพย์ส่วนตัวเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท เห็นว่าการนี้ยังไม่สำเร็จ จึง

ให้ผู้ใหญ่บ้านพรึ้งมาปรึกษาท่านอาจารย์ผึ่ง ๆ ยินดีด้วย ได้พร้อมกับ ผู้ใหญ่บ้านพรึ้งไปแนะนำนายช่วง นางเขียว ตำบลบางลี่ นายช่วง นางเขียวนี้มีความเลื่อมใสในการสร้างอุโบสถหลังนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงได้สละทรัพย์อีก ๕,๐๐๐ บาท เพื่อสร้างอุโบสถ นับว่าเป็นการสำเร็จ เงินนอกจากนี้ที่ยังไม่พอได้เรี่ยรายชาวบ้านผู้มีศรัทธาจนพอ แก่การสร้างอุโบสถ และได้สร้างสำเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ภายหน้า (ภาษาเดิม ภ่ายน่า) ต้องงดไว้ ในเวลานี้เถ้าแก่กวางเข่งก็อายูล่วงเข้า ๗๓ ปีแล้ว ร่างกายประกอบด้วยโรคภัยตามยุคของสังขาร และโรค ได้กำเริบขึ้นจนเห็นว่าหมดความสามารถของหมอที่จะรักษาแล ก่อนที่จะถึงมรณกรรมนั้น เถ้าแก่กวางเข่งได้สั่งนางไข่ผู้ภรรยาไว้ในอวสานแห่งชีวิตว่า ''ถ้าท่านผู้ใดจะจัดการหล่อพระประธานสำหรับ อุโบสถวัดสองพี่น้องแล้ว จงเอาทรัพย์ที่เราทั้งสองเจตนาไว้คนละ ๕๐๐ บาทนี้ ไปถวายเป็นมูลค่าหล่อพระพุทธรูป" ต่อมาพระครูอุภัย ภาดารักษ์ยังไมได้รับสมณศักดิ์ ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสองพี่น้อง จัดการหล่อพระประธานขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ นางไข่จึงได้นำทรัพย์ ๑,๐๐๐ บาทมาถวายเป็นมูลเจตนาเดิม ได้สำเร็จเป็นพระประธาน แล้วฯ

โดยเหตุนี้ ขอชักชวนพวกเราซึ่งเป็นชาวไทยก็ดี หรือเป็นอื่น ที่มาอาศัยประเทศสยามก็ดี ควรยังปสาทจิต คือมีความเลื่อมใสและ อนุโมทนาบุญของจีนกวางเข่งและนางไข่ไว้เสมอ ๆ แลควรถือเป็นตัวอย่างว่าไม่เสียทีที่เขามีทรัพย์ ได้กระทำถาวรวัตถุไว้เพื่อหิตประโยชน์แก่ประชุมชน ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ฯ

เถ้าแก่กวางเข่งนี้เป็นคนต่างชาติก็จริง ได้มาเหยียบแผ่นดิน ของไทย นับว่าไม่ไร้ประโยชน์ ได้กระทำประโยชน์ยืดยาวไว้ให้แก่พวกไทยแลชาวจีน อันเป็นประโยชน์หาที่สุดมิได้

สัมพุทธาทยานุภาเวนะ โดยเหตุนี้ขออำนาจแห่งพระ รัตนตรัยผู้ทรงพระคุณเป็นอติศัย จงบริหารสกุลของเถ้าแก่กวางเข่ง และผู้สละทรัพย์สร้างอุโบสถนี้ให้ถาวรมั่นคงตลอดกาลนานเทอญฯ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

ประวัตินี้ ข้าพเจ้าพระอาจารย์ผึ่งได้เรียบเรียงไว้ด้วยกำลัง ปัญญาอันน้อยของตน หวังผลเพื่อชักชวนผู้อ่านจารึกแผ่นศิลานี้ ให้มีความประพฤติชอบเป็นธรรมจารีบุคคล จักได้เป็นกุศลของตน ต่อไปในภายหน้า แลขอให้ข้าพเจ้าสำเร็จแก่ปัญญาธิกโพธิญาณ ในอนาคตกาลเทอญ ฯ

พระอาจารย์ผึ่ง ได้สละทรัพย์สร้างอุโบสถหลังนี้ ๒,ooo บาท

นางปุย(มอญเก่า) ๒o บาท นางพลับใจสมานมิตร๒, oooบาท

วันที่ ๒๓ พ.ศ. ๒๔๗๖