วัดไชยชุมพลชนะสงคราม

 

  วัดไชยชุมพลชนะสงคราม หรือ ชื่อที่ชาวจังหวัดกาญจนบุรีเรียกขานอีกนามหนึ่งว่าวัดใต้ ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ ตั้งอยู่เลขที่ ๒๒๗ ถนนไชยชุมพล ตำบลบ้านใต้ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย พื้นที่ที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ ๔๔ ไร่ ๒ งาน ๘๑ ตารางวา โดยมีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นโฉนดเลขที่ ๑๔๓๔ เล่มที่ ๑๕ หน้า ๓๔ เลขที่ดิน ๖๒ หน้าสำรวจ ๓๘๕

    

มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้
     
ทิศเหนือ จดหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับที่ ๑
     
ทิศใต้ จดที่ดินเลขที่ ๑ ถนนไชยชุมพล
     
ทิศตะวันออก จดที่ดินของชาวบ้าน เลขที่ ๔ , , , , ๑๒ , ๒๔ , , ,
     
ทิศตะวันตก จดแม่น้ำแม่กลอง

 

                                  แพวัดด้านติดแม่น้ำแม่กลองนั่งเล่นริมน้ำ ชมฝูงปลานานาชนิด      

                วัดไชยชุมพลชนะสงคราม ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔ พระอุโบสถหลังเก่าได้ผูกพัทธสีมาเมื่อปีใดไม่มีหลักฐานยืนยัน ส่วนพระอุโบสถหลังใหม่ได้ทำพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ มีเขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐เมตร ยาว ๘๐ เมตร

ประวัติความเป็นมาของวัดไชยชุมพลชนะสงคราม 
                   
วัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้) ตำบลบ้านใต้ อำเภอเมืองกาญจนบุรี ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ด้านทิศตะวันออก อยู่ห่างทางใต้จากจุดแม่น้ำแคว ๒ แคว ไหลมาบรรจบกันประมาณ ๑๐ เส้น ตำบลที่ตั้งวัดอยู่เดิมเรียกว่า ตำบลปากแพรกที่เรียก ดังกล่าว เนื่องจากแพรกแห่งลำน้ำทั้งสองคือ แควไทรโยค (แควน้อย) กับแควศรีสวัสดิ์ (แควใหญ่) ไหลมาบรรจบรวมเป็นสายเดียวกัน เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำแม่กลอง จึงเรียกตำบลนี้ว่า ตำบลปากแพรกมาแต่โบรา 

                    

แควน้อยไหลมาบรรจบแควใหญ่(ปากแพรก) บริเวณแควทั้งมาบรรจบกันแม่น้ำจะเป็นสองสีในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๓๒๘ พระเจ้าปะดุง (พม่า) ยกทัพใหญ่มาตีเมืองไทย กำลังส่วนใหญ่ของพม่าเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ตรงเข้ามายังเมืองกาญจนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ยกทัพไปตั้งรับที่ตำบลลาดหญ้า ริมเขาชนไก่ ลงมาตั้งที่ตำบลปากแพรกแห่งนี้ ทางด้านฝั่งซ้ายของแม่น้ำ ตรงที่แควทั้งสองไหลมาบรรจบกันนี้เอง ดังที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสไทรโยคตอนหนึ่งว่า เมืองกาญจนบุรีแต่ก่อนมาก็เป็นระเนียดไม้ ตลอดมาจนถึงพระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวออกมาขัดทัพก็เป็นระเนียดไม้อยู่ต่อมาปี พ.ศ. ๒๓๗๔ ใน
รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดฯ ให้ก่อสร้างกำแพงเมืองและป้อมปราการขึ้นเป็นอย่างถาวร ห่างจากริมริมฝั่งประมาณ ๓ เส้นเศษ(ปรากฏซากกำแพงเมืองบางส่วนในปัจจุบันนี้) ประตูเมืองกาญจนบุรี

        

    อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว                       ศาลหลักเมืองกาญจนบุรี

ตั้งแต่นั้นมา วัดและหมู่บ้านที่อยู่ในบริเวณตัวเมือง วัดใดบ้านใดที่อยู่ด้านเหนือเมืองชาวบ้านก็เรียกว่า วัดเหนือ บ้านเหนือวัดใดบ้านใดที่อยู่ด้านใต้เมืองชาวบ้านก็เรียกว่า วัดใต้ บ้านใต้บ้านใต้ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา ต่อมาภายหลังตำบลปากแพรกได้แยกเขตการปกครองออกเป็น ๓ตำบลไ ด้แก่ตำบลบ้านเหนือ ตำบลบ้านใต้ ตำบลปากแพรก จนถึงปัจจุบันนี้ (ตำบลบ้านเหนือและตำบลบ้านใต้อยู่ในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี)

 

           เสาหลักเมืองกาญจนบุรี                             ศูนย์รวบจิตใจชาวกาญจนบุรี    

                ในการสร้างเมืองโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลัง ว่าที่พระสมุหกลาโหม (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ดิสหรืออีกนัยหนึ่งเรียกกันว่าสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ ๔) ออกมาดูที่สร้างป้อมกำแพง เกณฑ์รามัญทอิฐ ปัดหน้าที่ให้เลขาเมืองราชบุรี เลขาเมืองกาญจนบุรีก่อกำแพง พระยากาญจนบุรีเป็นกองทำเมือง (พระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์) พระยากาญจนบุรีในสมัยนั้นชื่อพระยาประสิทธิสงคราม นามเต็มว่า พระยาประสิทธิสงครามรามภักดีศรีพิเศษประเทศนิคมภิรมย์ราไชยสวรรค์ พระยากาญจนบุรี นามเดิมไม่ปรากฏแต่มีฉายาตามที่เรียกกันว่า พระยาตาแดง หรือ เจ้าเมืองตาแดงเดิมเป็น ที่พระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจและได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีคนที่ ๒ ของเมืองกาญจนบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ พระยาประสิทธิสงครามหรือเจ้าพระยาตาแดงผู้นี้เป็นผู้ดำเนินการสร้างป้อมปราการและกำแพงขึ้นใหม่และเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ปรากฏในอักษรได้จารึกหลักศิลาเมืองกาญจนบุรี อันเป็นประกาศพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ตอนหนึ่งว่า พระพุทธศักราชล่วงแล้ว ๒๓๗๔ พระพรรษาเศษ เดือนล่วง ๑๐ เดือน วันล่วง ๑๐ วัน จุลศักราช ๑๑๙๓ ปีเถาะ นักกษัตร ศรีศกล่วง พระยา พระ หลวง ขุน หมื่น กรมการ ๕๖๐ คน ก่ออิฐทั้งสิ้น ๒,๔๘๓,๕๐๐ ศิลา รากป้อมรากกำแพงเศษปูน ๖๑๗ เกวียน ทำแล้ววันพฤหัสบดี แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๔ปีมะโรง ฯลฯเดชะข้าพระพุทธเจ้าได้สร้างวัดและปฏิสังขรณ์พระอารามแขวงเมืองกาญจน์ ๕ อาราม ในกรุงเทพ ๑อาราม ฯลฯ

               

                    กำแพงเมืองที่บูรณะใหม่แล้ว                กำแพงเมืองด้านจวนผู้ว่าราชการ     

                ข้อความศิลาจารึกในตอนนี้น่าเสียดายว่าไม่ได้ลงนามวัดที่โปรดเกล้าฯให้สร้างและปฏิสังขรณ์และวัดไชยชุมพลชนะสงคราม(วัดใต้) ตั้งอยู่ท้ายสุดกำแพงเมืองด้านใต้ ห่างจากกำแพงเมืองไปหน่อยน่าจักได้เป็นอาราม ๑ ในจำนวน ๕ อารามที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกนั้น แต่ยังไม่มีหลักฐานอื่นใดที่จะทราบได้โดยแน่ชัด อนึ่งวัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้) นับเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดกาญจนบุรีมาแต่โบราณกาลวัดหนึ่ง หาประวัติเป็นที่แน่นอนไม่ได้ว่าสร้างมาตั้งแต่เมื่อใด ใครเป็นผู้สร้างกันแน่ อาศัยทราบจากผู้เฒ่าเล่าต่อกันมาว่าพระยาตาแดงเป็นผู้สร้าง แต่จะเป็นการสร้างขึ้นใหม่ หรือซ่อมแซมบูรณะต่อเติมจากของเดิมซึ่งมีอยู่มาก่อนแล้วก็ได้ ทั้งนี้เพราะทราบกันแต่คำบอกเล่าต่อๆกันมาเท่านั้น จะเท็จจริงประการใดยังไม่มีหลักฐานหรือตำนานการสร้างวัดนี้

            

 

           ซากกำแพงเมืองเดิมที่ยังไม่รับการบูรณะ         ซากกำแพงเมืองด้านโรงกระดาษข้างวัดใต้    

                       วัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้) เป็นวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์ระหว่างสงครามไทยรบกับพม่ามาแต่โบราณ ส่วนมากทัพพม่าจะต้องยกทัพมาทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์ ผ่านตรงเข้าจังหวัดกาญจนบุรีแทบทุกครั้ง และกองทัพไทยที่ยกออกไปต่อต้านทัพพม่าก็จะต้องมาพักแรมประชุมพลที่ตำบลปากแพรก หรือบริเวณอาณาเขตวัดไชยชุมชนะสงคราม แทบทุกครั้งไป ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ แห่งราชวงศ์จักรี ไทยได้ทำสงครามกับพม่าและมีการสู้รบกันที่จังหวัดกาญจนบุรี ๒ ครั้ง ดังนี้
                      
๑.ไทยรบชนะพม่าที่ทุ่งลาดหญ้า (กาญจนบุรีเดิม) ช่วงสงคราม ๙ ทัพ ในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ก่อนออกศึกสงครามที่แล้วจะต้องได้รับชัยชนะทุกครั้งไป
       
         ๒.ไทยรบชนะพม่าที่บ้านท่าดินแดง (ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี ในปัจจุบัน) พ.ศ. ๒๓๒๙ในการ
รบกับพม่าทั้งสองครั้งนี้ ตามตำนานประวัติศาสตร์ ได้บันทึกไว้ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) พร้อมด้วยพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้ทรงประชุมพลเหล่าทหารกล้า ณ ตำบลปากแพรก (บริเวณวัดไชยชพลชนะสงคราม) ก่อนออกศึกสงครามทุกครั้ง 
แล้วจึงยกกองทัพออกสู่สมรภูมิรบ ได้รับชัยชนะทั้ง ๒ ครั้ง เมื่อมีการประชุมพลที่นี่แล้วออกศึกสงครามได้รับชัยชนะกลับมาทุกครั้ง จึงเป็นที่มาแห่งนามวัดว่า วัดไชยชุมพลชนะสงครามอันหมายถึงเมื่อมีการประชุมพลก่อนออกศึกสงครามที่แล้วจะต้องได้รับชัยชนะทุกครั้งไป

                                ถึงปากแพรกซึ่งเป็นที่ประชุมพล               พร้อมพหลพลนิกรน้อยใหญ่
                               
ค่ายคูเขื่อนขัณฑ์ทั้งนั้นไซร์                   สารพัดแต่งไว้ทุกประการ
                               
จึงรีบรัดจัดโดยขบวนทัพ                      สรรพด้วยพยุหทวยหาญ
                               
ทุกหมู่หมวดกันไว้พร้อมการ                  ครั้นได้ศุภวารเวลา
                               
ให้ยกรื่นตามทางไทรโยคสถาน                ทั้งบกเรือล้วนทหารอาสา
                               
จะสังหารอริราชพาลา                           อันสถิตอยู่ยังท่าดินแดง

                     ที่วัดไชยชุมพลชนะสงคราม มีพระเจดีย์เก่าแก่องหนึ่งอยู่ใกล้พระอุโบสถหลังเก่า ตั้งอยู่ริมตลิ่งพระเจดีย์องค์นี้มีชื่อทางโบราณคดี กรมศิลปากรได้จัดขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้ (ตามประกาศครั้งที่ ๑ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๘) ว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เรียกว่า เจดีย์โบราณวัดไชยชุมพลชนะสงครามในสมัยโบราณกองทัพไทยได้เคยชุมพลเหล่าทหารที่ทะแกล้วร่วมพิธีตั้งศาลเพียงตาบวงสรวงเทพารักษ์ทางไสยศาสตร์ ก่อนที่จะออกไปรบประจันกับเหล่าศัตรู โดยชุมชุมร่วมพิธีกัน ณ ตรงที่ตั้งพระเจดีย์องค์นี้ แล้วยกออกไปรบกับพม่าข้าศึกได้ชัยชนะมาทุกๆครั้ง จึงได้สร้างพระเจดีย์ขึ้นไว้เพื่อเป็นนิมิตฉลองชัย คำว่า ไชยชุมพลแสดงว่าพระเจดีย์นี้สร้างขึ้นในที่ชุมพล มิใช่สร้างขึ้นที่รบชนะเหมือนพระเจดีย์ยุทธหัตถี แต่เมื่อชุมพลในที่นี้แล้วยกทัพไปก็มีชัยกลับมา แต่เดิมวัดไชยชุมพลชนะสงครามบรรดาแม่ทัพนายกองของกองทัพไทยในสมัยที่ทำการรบข้าศึกได้ชัยชนะในครั้งนั้นคงเห็นว่าควรย้ายเลื่อนวัดขึ้นมาอยู่ในบริเวณเดียวกันกับเจดีย์ จึงได้เคลื่อนย้ายกันขึ้นมา และได้ขนานนามวัดให้เหมาะสมตามชัยนิมิตนั้นว่า วัดไชยชุมพลชนะสงคราม            

132     133

           พระอุโบสถหลังเก่า                 เจดีย์โบราณหน้าอุโบสถหลังเก่า

              

              ซุ้มประตูกำแพงแก้วโบสถ์หลังเก่า     เจดีย์รายหลังโบสถ์หลังเก่าที่ยังคงความงดงาม        

                อีกนัยหนึ่งสันนิษฐานว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๔ รัชกาลที่ ๓ ได้โปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาพระคลังออกมาดูทีสร้างป้อมสร้างกำแพงเมืองกาญจนบุรี ในคราวนั้นเจ้าพระยาพระคลังอาจจะได้ขนานชื่อหรือขอพระราชทานชื่อวัดใต้หรือวัดท้ายเมืองว่า “วัดไชยชุมพลชนะสงคราม” ก็เป็นไปได้ ในการสร้างกำแพงเมืองในครั้งนั้น อาจจะได้ปฏิสังขรณ์พระอารามและพระเจดีย์ของวัดด้วยก็ได้

                     

               ซุ้มประตูที่ทหารไทยรุ่นจงอางศึกและรุ่นเสือดำลอดประตูชัยก่อนไปรบในสงครามเวียดนามอนึ่ง เมื่อครั้งที่ประเทศไทยส่งทหารไทยไปสู่สมรภูมิรบในสงครามเวียดนาม เริ่มตั้งแต่รุ่นจงอางศึก และ รุ่นเสือดำ จากกองพลทหารราบที่ ๙ ค่ายกาญจนบุรี ก่อนเดินทางไปรบจะต้องมาประกอบพิธีตัดไม้ข่มนามและลอดซุ้มประตูที่วัดไชยชุมพลชนะสงครามทุกรุ่น เพื่อเป็นสิริมงคลและแคล้วคลาดปลอดภัยจะได้รับชัยชนะทุกครั้งเหมือนเมื่อครั้นอดีตที่ผ่านมา
รายนามเจ้าอาวาสของวัดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
       
วัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้)เป็นวัดพระอารามหลวง มีเจ้าอาวาสที่ได้รับตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดถึง ๓ รูป ได้แก่ เจ้าคณะจังหวัดรูปที่ ๑ , รูปที่ ๒ และรูปที่ ๔ รวม ๓ สมัย เรียงตามลำดับเจ้าอาวาสของวัด ดังต่อไปนี้
       
๑.พระอธิการสวด เกิดบ้านชุกโดน ต.บ้านใต้ อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี(ไม่มีหลักฐานการดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส)
       
๒.พระอธิการเกด เกิดที่บ้านถ้ำ ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี(ไม่มีหลักฐานการดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส)
       
๓.พระอธิการคง เกิดที่บ้านชุกโดน ต.บ้านใต้ อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี(ไม่มีหลักฐานการดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส)
       
๔.พระครูวิสุทธิรังสี (ช้าง) เกิดที่บ้านท่าน้ำตื้น ต.แก่งเสี้ยน อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีรูปแรก (คณะเมือง) จนถึง พ.ศ. ๒๔๔๔
       
๕.พระวิสุทธิรังสี (หลวงปู่เปลี่ยน อินฺทสโร) เกิดที่บ้านม่วงชุม ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด (คณะเมือง) กาญจนบุรี รูปที่ ๒

                  

                    รูปวาดหลวงปู่เปลี่ยน  วัดใต้               ภาพถ่ายหลวงปู่แจกงานวันเกิดท่าน        

  ๖.พระปลัดจู จนฺทโชติ เกิดที่บ้านชุกโดน ต.บ้านใต้ อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึง พ.ศ.๒๔๙๓
       
๗.พระครูวัตตสารโสภณ (พระอาจารย์ก้าน) เกิดที่บ้านชุกโดน ต.บ้านใต้ อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี ฃอดีตเจ้าคณะตำบลพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี และศึกษาธิการจังหวัดกาญจนบุรี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๓ ถึง พ.ศ.๒๕๐๘
       
๘.พระธรรมคุณาภรณ์(ไพบูลย์ กตปุญฺโญ)เกิดที่บ้านหมู่ที่๕ต.พนมทวนอ.พนมทวนจ.กาญจนบุรี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่พ.ศ.๒๕๐๘ พ.ศ. ๒๕๔๕และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี รูปที่ ๔                                                           

                พระธรรมคุณาภรณ์ (หลวงพ่อไพบูลย์ กตปุญฺโญ) พระผู้มีแต่ให้ของชาวกาญจนบุรี       

๙.พระราชวิสุทธิเมธี (ปัญญา วิสุทฺธิปญฺโญ ป.ธ.๙ พธ.บ. M.A) เกิดที่บ้านท่าเสา(กาญจนบุรีเก่า) ต.ลาดหญ้า อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี รูปที่ ๒ และเจ้าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงคราม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ ถึงปัจจุบัน

      ๑.พระอุโบสถหลังเก่า                     

            

                พระอุโบสถหลังเก่า                           ซุ่มเสมาหน้าอุโบสถหลังเก่า   

  พระอุโบสถหลังเก่า สร้างประมาณ พ.ศ. ๒๓๗๐ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อายุร้อยกว่าปี เพดานเขียนภาพต่างๆ เช่น ภาพพรหมลูกฟัก ภาพเทวดา ภาพพระราหูอมจันทร์ และผนังด้านข้างเขียนภาพประวัติขุนแผนย่างกุมารทอง ตามบทประพันธ์เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

          ๒.พระอุโบสถหลังใหม่                                พระอุโบสถหลังใหม่ กว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นอาคารชั้นเดียวโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กผนังก่ออิฐ ถือปูน หลังคา ๓ ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบ มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ทำพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ ภายในประดิษฐานพระประธานศักดิ์สิทธิ์มีอายุหลายร้อยปี (อัญเชิญจากที่อื่นมาประดิษฐานในพระอุโบสถหลังเก่า ต่อมาอัญเชิญมาประดิษฐานเป็นประพระประธานหลังใหม่) เป็นพระพุทธรูปศิลาแลง ปางตรัสรู้ ขนาดหน้าตัดกว้าง ๔ ศอก ๑ คืบ สูง ๕ ศอก ๑ คืบ สร้างสมัยทวารวดี                                                

                 พระประธานวัดไชยชุมพลชนะสงคราม เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านว่าศักดิ์ยิ่งนัก

    ๓.ศาลาการเปรียญ                     

ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๖๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นอาคารชั้นเดียวโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กผนังก่ออิฐ ถือ ปูน หลังคา ๓ ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบ มีช่อฟ้า ใบระกา ภายในเขียนภาพจิตรกรรม สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชดำเนินทรงยกช่อฟ้า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖