อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  วีระกษัตริย์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา     ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์   อำเภอพนมทวน  จังหวัดกาญจนบุรี    แรงบันดาลใจที่ทำให้มีการสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้น   เนื่องจากชาวบ้านดอนเจดีย์ตั้งแต่อดีตต่างมีความเชื่อว่าซากเจดีย์ที่อยู่กลางทุ่งแห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์มาก  มักจะมีปรากฏการณ์แปลกๆเกี่ยวกับอภินิหารต่างๆให้ชาวบ้านได้ประจักษ์อยู่เป็นประจำ   ทำให้ชาวดอนเจดีย์มีความนับถือองค์เจดีย์นี้มาก  จึงได้จัดให้มีบวงสรวงองค์พระเจดีย์ทุกปีใน  วันแรม  ๒  ค่ำ  เดือนยี่     ต่อมาได้มีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเจดีย์องค์นี้จากชาวบ้านและนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่  ทำให้เกิดหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายอย่างที่เชื่อได้ว่าเจดีย์องค์นี้  น่าจะเป็นเจดีย์ยุทธหัตถีที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรน์สถานแห่งชัยชนะที่ได้ทรงทำยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชา   เมื่อเกิดความเชื่อเช่นนี้  แล้วเจดีย์ยุทธหัตถีที่จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเจดีย์อะไรกันแน่ 

ภาพ  ซากเจดีย์ที่เชื่อเป็นเจดีย์ยุทธหัตถี  ที่ตำบลดอนเจดีย์  อำเภอพนมทวน  จังหวัดกาญจนบุรี

         

 

ภาพ  ถ่ายเจดีย์ในอดีต

ภาพ เปรียบเทียบองค์เจดีย์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

 

      เจดีย์ยุทธหัตถี  ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี   ผู้ที่เป็นคนเริ่มต้นของการค้นหาและสรุปว่าเจดีย์  ที่บ้านดอนเจดีย์  อำเภอศรีประจันต์   จังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบันเป็นสถานที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างพระเจดีย์ยุทธหัตถีไว้คือ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ท่านไม่ได้ทรงเชื่อด้วยความเห็นส่วนตัว แต่ทรงเชื่อด้วยอาศัยหลักฐานและข้อมูลที่ค้นคว้าและรวบรวมไว้ได้ในขณะนั้น   พระองค์ได้นิพนธ์อธิบายสาเหตุของเรื่องความเชื่อจนนำไปสู่การตัดสินพระทัยสรุปว่าเจดีย์แห่งนั้นเป็นเจดีย์ยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดี  ซึ่งจะยกมาเสนอต่อดังนี้ 


ภาพ  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  (พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย)

            “การที่ค้นพบพระเจดีย์ยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  มีเกี่ยวข้องกับตัวฉันอยู่บ้าง  และเหตุที่ค้นพบอยู่ก็ข้างแปลกประหลาด  จึงเล่าไว้ในนิทานเรื่องนี้ด้วย”  บ้าง  และเหตุที่ค้นพบอยู่ก็ข้างแปลกประหลาด  จึงเล่าไว้ในนิทานเรื่องนี้ด้วย”เรื่องสมเด็จพระนเรศวรฯ  ได้ทรงทำยุทธหัตถีคือขี่ช้างชนกันตัวต่อตัวกับพระมหาอุปราชาเมืองหงสาวดี  ฟันพระมหาอุปราชาสิ้นชีพบนคอช้าง  มีชัยชนะอย่างมหัศจรรย์และได้ทรงสร้างพระเจดีย์ไว้ตรงที่ทรงชนช้างองค์หนึ่งนั้น  เป็นเรื่องที่เลื่องลือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรฯ  สืบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา  แต่มาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้หาปรากฏว่ามีใครได้เคยเห็นหรือรู้ว่าพระเจดีย์องค์นั้นอยู่ที่ตรงไหนไม่  มีแต่ชื่อเรียกกันว่า “พระเจดีย์ยุทธหัตถี”    หนังสือเก่าที่กล่าวถึงพระเจดีย์ยุทธหัตถีก็มีแต่ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่าเมื่อสมเด็จพระนเรศวรฯ  ทรงชนะยุทธหัตถีแล้ว  “ตรัสให้ก่อพระเจดียสถานครอบศพพระมหาอุปราชไว้  ณ  ตำบลตะพังกรุ”  เพียงเท่านี้

               ตัวฉันรักรู้โบราณคดีตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาตั้งแต่ก่อนเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย  นึกอยากเห็นพระเจดีย์ยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรฯ  มานานแล้ว  แต่ไม่สามารถจะไปค้นหาได้  เมื่อเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาไทย  จึงให้สืบถามหาตำบลตระพังกรุว่าอยู่ที่ไหน  ได้ความว่าเดิมอยู่ในเขตเมืองสุพรรณบุรี  แต่เมื่อย้ายเมืองกาญจนบุรีจากเขาชนไก่มาตั้งที่ปากแพรกในรัชกาลที่  ๓  โอนตำบลตระพังกรุไปอยู่ในเขตเมืองกาญจนบุรี   แต่ในเวลานั้นเมืองกาญจนบุรีก็ยังขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหม  ไม่กล้าไปค้นต้องรอมาอีก  ๓  ปี จนโปรดให้รวมหัวเมือง  ซึ่งเคยขึ้นกระทรวงกลาโหมและกรมท่ามาขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาไทย  แต่กระทรวงเดียวมีโอกาสที่จะค้นหาพระเจดีย์ยุทธหัตถี   ฉันจึงสั่งพระยากาญจนบุรี  (นุช)  ซึ่งเคยรับราชการอยู่ใกล้ชิดกับฉันเมื่อยังเป็นที่หลวงจินดารักษ์ให้หาเวลาว่างราชการออกไปยังบ้านพังกรุเอง  สืบถามว่าพระเจดีย์ยุทธหัตถีที่สมเด็จพระนเรศวรฯ  ทรงสร้างมีอยู่ในตำบลนั้นหรือไม่  ถ้าพวกชาวบ้านไม่รู้  ก็ให้พระยากาญจนบุรีเที่ยวตรวจดูเองว่ามีพระเจดีย์โบราณที่ขนาดหรือรูปทรงสัณฐานสมกับเป็นของพระเจ้าแผ่นดินจะทรงสร้างมีอยู่ในตำบลตระพังกรุบ้างหรือไม่

            พระยากาญจนบุรีไปตรวจอยู่นานแล้วบอกรายงานมาว่าบ้านตระพังกรุนั้นมีมาแต่โบราณเป็นที่ดอนต้องอาศัยใช้น้ำบ่อ  มีบ่อน้ำกรุอิฐข้างในซึ่งคำโบราณเรียกว่า “ตระพังกรุ”  อยู่หลายบ่อแต่ถามชาวบ้านถึงพระเจดีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ  ทรงสร้างแม้คนแก่คนเฒ่าก็ว่าไม่เห็นมีในตำบลนั้น  พระยากาญจนบุรีไปเที่ยวตรวจดูเอง  ก็เห็นมีแต่พระเจดีย์องค์เล็กๆ  อย่างที่ชาวบ้านชอบสร้างกันตามวัด  ดูเป็นของสร้างใหม่ทั้งนั้น  ไม่เห็นมีพระเจดีย์แปลกตา  ซึ่งสมควรจะเห็นว่าเป็นของพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง  ฉันได้เห็นรายงานอย่างนั้นก็จนใจ  มิรู้ที่จะค้นหาพระเจดีย์ยุทธหัตถีต่อไปอย่างไรจนตลอดรัชกาลที่  ๕

ภาพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๕  แห่งราชวงศ์จักรี

             

ภาพ เจดีย์ยุทธหัตถี ที่พระยากาญจนบุรีรายงานว่าเป็นเจดีย์องค์เล็กไม่น่าจะใช่เจดีย์ยุทธหัตถี

ภาพ  พระปรางค์และเจดีย์คู่ใกล้กับเจดีย์ยุทธหัตถี  ศิลป์อยุธยา 

ภาพ  ลวดลายปูนปั้นของพระปรางค์

ภาพ  พระปรางค์วัดทานกัณฐ์ (ร้าง)  หน้าที่ว่าการอำเภอพนมทวน

ภาพ ซากเจดีย์วัดบ้านน้อย (วัดร้าง)

        หลังจากพระยากาญจนบุรีรายงานว่าไม่พบเจดีย์ที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นเจดีย์ยุทธหัตถี  ดังนั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ก็ได้มีคำสั่งให้เจ้าเมืองสุพรรณบุรีออกสำรวจดูว่าเมืองสุพรรณบุรีมีเจดีย์ยุทธหัตถีหรือไม่   ปรากฏว่า  พระยาสุพรรณบุรี  (อี่  กรรณสูตร)  เจ้าเมืองสุพรรณบุรีในขณะนั้นต่อมาภายหลังเป็นพระยาสุนทรบุรีฯ สมุหเทศาภิบาลมณฑลไชยศรี ได้ออกสำรวจไปสืบจนพบว่าที่เมืองสุพรรณบุรีมีตำบลหนองสาหร่ายตรงกับพงศาวดารในสมัยสมเด็จพระนเรศวรฯโดยรายงานว่าตำบลหนองสาหร่ายนั้นยังมีอยู่ใกล้กับลำน้ำท่าคอย  ทางทิศตะวันตก เมืองสุพรรณบุรี (คือลำน้ำเดียวกันกับลำน้ำจระเข้สามพันที่ตั้งเมืองอู่ทองนั่นเอง  แต่อยู่เหนือขึ้นไปไกล)พระยาสุพรรณบุรีได้ออกไปที่ตำบลนั้นสืบถามถึงพระเจดีย์โบราณ  พวกชาวบ้านบอกว่ามีอยู่ในป่าตรงที่เรียกกันว่า  “ดอนพระเจดีย์”  องค์หนึ่งพระยาสุพรรณบุรี  ถามต่อไปว่าเป็นพระเจดีย์ของใครสร้างไว้รู้หรือไม่  พวกชาวบ้านตอบว่าไม่รู้ว่าใครสร้าง  เป็นแต่ผู้หลักผู้ใหญ่บอกเล่าสืบมาว่า  “พระนเรศวรฯกับพระนารายณ์ชนช้างกันที่ตรงนั้น”

      ก็เป็นอันได้เรื่องที่สั่งให้ไปสืบ พระยาสุพรรณบุรี จึงให้พวกชาวบ้านพาไปยังดอนเจดีย์  เมื่อแรกไปถึงไม่เห็นมีพระเจดีย์อยู่ที่ไหน  เพราะต้นไม้ขึ้นปกคลุมพระเจดีย์มิดหมดทั้งองค์  จนผู้นำทางเข้าไปถางเป็นช่องให้มองดู จึงแลเห็นอิฐที่ก่อฐานรู้ว่าพระเจดีย์อยู่ตรงนั้น  ถ้าไม่รู้จากชาวบ้านไปก่อน  ถึงใครจะเดินผ่านไปใกล้ๆก็เห็นจะไม่รู้ว่ามีพระเจดีย์อยู่ตรงนั้น   ฉันนึกว่าคงเป็นเพราะเหตุนั้นเอง  จึงไม่รู้ว่าพระเจดีย์ยุทธหัตถียังมีอยู่เลยหายไปกว่า  ๑๐๐ ปี  พระยาสุพรรณบุรีระดมคนให้ช่วยกันตัดต้นไม้ที่ปกคลุมออกหมดแล้วให้ช่างฉายรูปพระเจดีย์ส่งมาให้ฉันด้วยกันกับรายงาน  สังเกตดูเป็นพระเจดีย์มีฐานทักษิณเป็น  ๔  เหลี่ยม  ๓   ชั้น   ขนาดฐานทักษิณชั้นล่างกว้างยาว  ๘  วา แต่องค์พระเจดีย์เหนือฐานทักษิณชั้นที่  ๓  ขึ้นไป  หักพังเสียหมดแล้ว  รูปสัณฐานจะเป็นอย่างไรไม่รู้ไม่ได้ประมาณขนาดสูงของพระเจดีย์เมื่อยังบริบูรณ์  เห็นจะราวเท่าๆกับพระปรางค์ที่วัดราชบูรณะในกรุงเทพฯ  พอฉันเห็นรายงานกับรูปฉายที่พระยาสุพรรณบุรี  ส่งมาก็สิ้นสงสัย  รู้ว่าพบพระเจดีย์ยุทธหัตถีเป็นแน่แล้ว  มีความยินดีแทบเนื้อเต้น  รีบนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ก็ทรงปิติโสมนัสตรัสว่าพระเจดีย์ยุทธหัตถีเป็นอนุสาวรีย์เฉลิมเกียรติของเมืองไทยสำคัญอย่างยิ่งแห่งหนึ่งถึงอยู่ไกลไปลำบากก็จะเสด็จไปสักการบูชา  จึงทรงพระราชอุตสาหะเสด็จไปเมื่อ  พ.ศ.  ๒๔๕๖  ด้วยประการฉะนี้ 

 

 

ภาพ  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๖  แห่งราชวงศ์จักรี

 

             ด้วยความตอนต้นในพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ซึ่งยกมาอ้างแล้วในตอนต้น   ทำให้ทราบว่าความจริงแล้วก่อนที่พระองค์จะสรุปว่ารากฐานเจดีย์ที่บ้านดอนเจดีย์หรือดอนทำพระที่อำเภอศรีประจันต์เป็นเจดีย์ยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรนั้น   พระองค์ได้ทรงให้เริ่มค้นหาเจดีย์ที่ว่านั้นในเมืองกาญจนบุรีก่อน  เพราะพระองค์เองก็ทรงเชื่อแต่เดิมว่าเจดีย์ดังกล่าวน่าจะอยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีในปัจจุบัน  ด้วยว่าบ้านพนมทวนที่ปรากฏว่าอยู่ในพงศาวดารนั้นมีอยู่จริง  และปัจจุบันถูกยกเป็นอำเภอหนึ่ง  เคยขึ้นกับจังหวัดหรือเมืองสุพรรณบุรี  จนต่อมาย้ายไปสังกัดเมืองกาญจนบุรี   จึงมีรับสั่งให้เจ้าเมืองกาญจนบุรีช่วยค้นหา   เมื่อเจ้าเมืองกาญจนบุรีแจ้งมาว่า ไม่เจอเจดีย์ที่เห็นสมควรว่าเป็นเจดีย์ที่กษัตริย์สร้าง   โดยการคิดและตัดสินใจเอาเอง  เจ้าเมืองกาญจนบุรีทูลสรุปรายงานไปเช่นนั้น   สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  จึงปลงพระทัย  จนต่อมาได้รับรายงานว่ามีการค้นพบเจดีย์ที่ว่านั้นที่บ้านดอนทำพระ  อำเภอศรีประจันต์  จังหวัดสุพรรณบุรี  ตามความในนิพนธ์ของพระองค์ท่าน   ซึ่งท่านผู้อ่านทั้งหลายคงจะได้อ่านกันไปแล้วในเบื้องต้น

          ด้วยความตอนต้นในพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ซึ่งยกมาอ้างแล้วในตอนต้น   ทำให้ทราบว่าความจริงแล้วก่อนที่พระองค์จะสรุปว่ารากฐานเจดีย์ที่บ้านดอนเจดีย์หรือดอนทำพระที่อำเภอศรีประจันต์เป็นเจดีย์ยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรนั้น   พระองค์ได้ทรงให้เริ่มค้นหาเจดีย์ที่ว่านั้นในเมืองกาญจนบุรีก่อน  เพราะพระองค์เองก็ทรงเชื่อแต่เดิมว่าเจดีย์ดังกล่าวน่าจะอยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีในปัจจุบัน  ด้วยว่าบ้านพนมทวนที่ปรากฏว่าอยู่ในพงศาวดารนั้นมีอยู่จริง  และปัจจุบันถูกยกเป็นอำเภอหนึ่ง  เคยขึ้นกับจังหวัดหรือเมืองสุพรรณบุรี  จนต่อมาย้ายไปสังกัดเมืองกาญจนบุรี   จึงมีรับสั่งให้เจ้าเมืองกาญจนบุรีช่วยค้นหา   เมื่อเจ้าเมืองกาญจนบุรีแจ้งมาว่า ไม่เจอเจดีย์ที่เห็นสมควรว่าเป็นเจดีย์ที่กษัตริย์สร้าง   โดยการคิดและตัดสินใจเอาเอง  เจ้าเมืองกาญจนบุรีทูลสรุปรายงานไปเช่นนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  จึงปลงพระทัย  จนต่อมาได้รับรายงานว่ามีการค้นพบเจดีย์ที่ว่านั้นที่บ้านดอนทำพระ  อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ตามความในนิพนธ์ของพระองค์ท่าน   ซึ่งท่านผู้อ่านทั้งหลายคงจะได้อ่านกันไปแล้วในเบื้องต้น ในปี  พ.ศ.  ๒๕๑๒  นั่นเอง   พลเอกหลวงกัมปนาทแสนยากร องคมนตรี   ได้ทราบเรื่องการค้นพบเจดีย์และโครงกระดูกช้าง  ม้า  และข้าวของเครื่องใช้สงครามจำนวนมาก   ท่านจึงได้เริ่มส่งผู้เชี่ยวชาญในทางโบราณคดีเข้ามาศึกษา  หลังจากนั้นมานักประวัติศาสตร์   นักโบราณคดี  รุ่นปัจจุบันได้พยายามศึกษาค้นคว้าเทียบเคียงหลักฐานต่างๆ  จนพอจะสรุปได้ว่า  ด้วยลักษณะการก่อสร้างของเจดีย์นั้นไปสอดคล้องกับลักษณะศิลปะร่วมสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ   โดยอ้างหลักฐานที่วัดวรเชษฐารามเป็นตัวอย่าง กลุ่มหนึ่งก็อ้างว่าลักษณะการก่อสร้างพระเจดีย์หรือสถูปดังกล่าวมีคล้ายเคียงพระเจดีย์ที่  วัดใหญ่ชัยมงคล  ซึ่งได้สรุปกันแล้วว่าเป็นพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรมีรับสั่งให้ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะอีกที่หนึ่ง

                จึงมีคำถามต่อมาว่า  หากพระสถูปเจดีย์ที่ค้นพบที่ข้างตระพังกรุบ้านพนมทวนเป็นเจดีย์ยุทธหัตถีของพระนเรศวรที่แท้จริงแล้ว   รากฐานพระเจดีย์ที่บ้านดอนเจดีย์  อำเภอศรีประจันต์   จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นอะไร    นักโบราณคดีอีกคณะหนึ่งก็ได้ใช้ทักษะทางศิลปะโบราณคดีมาเทียบเคียง  มีการนำลักษณะของฐานพระเจดีย์ที่ค้นพบที่บ้านดอนทำพระ  ที่อำเภอศรีประจันต์   จังหวัดสุพรรณบุรี  ณ  ปัจจุบันไปเทียบเคียงกับลักษณะทางศิลปะการก่อสร้างพระเจดีย์ในอดีต  ไปพบว่าคล้ายกับพระเจดีย์ที่นิยมสร้างในยุคสมัยทวารวดี   ไม่เพียงแค่นั้น   นักโบราณคดีกลุ่มนี้ยังได้ใช้ทักษะทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย  โดยการนำเศษอิฐเศษปูนที่ฐานพระเจดีย์ดังกล่าวไปผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์เพื่อทดสอบหาอายุ  ก็ประมาณได้กันออกมาว่า  มีอายุเก่าแก่กว่าสมัยกรุงศรีอยุธยาและที่สำคัญไปเหมือนกับเศษอิฐเศษปูนที่ได้จากซากโบราณคดีที่เชื่อกันว่าสร้างยุคสมัยทวารวดีจริงๆ    จากการประมวลหลักฐานทางโบราณวัตถุและการค้นพบซากกระดูกช้าง  ม้า  อาวุธ  ตลอกจนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆจำนวนมาก  ทำให้คุณนเรศ   นโรปกรณ์  ได้สรุปเหตุผล  ๑๐  ประการ  ที่ควรเชื่อว่าพระเจดีย์ที่พนมทวนเป็นพระเจดีย์ยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวร  ดังนี้ 

        ๑.ในพื้นที่บริเวณเจดีย์ยุทธหัตถีและบริเวณใกล้เคียงชาวบ้านพบกระดูกช้าง  กระดูกม้า  กรามช้าง  กะโหลกช้าง  และกระดูกคนจำนวนมากมาย  ซึ่งแสดงว่าสถานที่แห่งนี้จะต้องเป็นที่กระทำสงครามครั้งยิ่งใหญ่   หากไม่เช่นนั้นคงจะไม่มีมากมายถึงขนาดนั้น

            ๒.ชาวบ้านดอนเจดีย์  ได้พบเครื่องศัตราวุธ  เครื่องม้า  เครื่องช้าง  ซึ่งประกอบด้วย  หอก  ดาบ  ยอดฉัตร  โกลนม้า  ขอสับช้าง  โซ่ล่ามช้าง  แป้นครุฑขี่สิงห์จับนาค  ฯลฯ  ปัจจุบันได้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภันฑ์ศูนย์นิทัศการพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวร  บริเวณด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์  ที่บ้านดอนเจดีย์   อำเภอพนมทวน   จังหวัดกาญจนบุรี 

             ๓.ชาวบ้านดอนเจดีย์ส่วนใหญ่ใช้นามสกุล  คชายุทธ   มาลาพงศ์  และ  ดอนเจดีย์  นามสกุลเหล่านี้มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์พระเจดีย์แห่งนี้  และการตั้งนามสกุลได้ตั้งในสมัยรัชกาลที่  ๖   ซึ่งเป็นช่วงเริ่มในการค้นหาพระเจดีย์ยุทธหัตถี 

            ๔.ชื่อตำบลตะพังกรุ   หนองสาหร่าย   ที่ระบุในพระราชพงศาวดาร  เป็นสถานที่ที่มีอยู่ในอำเภอพนมทวน  จังหวัดกาญจนบุรีจริง  ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่กับแขวงเมืองสุพรรณบุรี  ต่อมาภายหลังได้มีการแบ่งเขตการปกครอง  โดยอำเภอพนมทวนมาขึ้นกับจังหวัดกาญจนบุรี  ในสมัยรัชกาลที่  ๓

            ๕.เส้นทางการเดินทัพของพม่า สู่  ไทย   โดยทัพพม่าจะเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์  ผ่านทุ่งลาดหญ้า  เขาชนไก่   เมืองกาญจนบุรีเก่า   ปากแพรก   บ้านทวน  (พนมทวน)   อู่ทอง  สุพรรณบุรี ป่าโมก(อ่างทอง)  ตรงสู่กรุงศรีอยุธยา  จะเห็นได้ว่าเจดีย์ยุทธหัตถีองค์นี้ตั้งอยู่ในเส้นทางการเดินทัพ  คืออำเภอพนมทวน

           ๖.เจดีย์ยุทธหัตถีบ้านดอนเจดีย์  เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะคล้ายกับเจดีย์ที่วัดช้าง  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือได้ว่าเจดีย์องค์นี้  สร้างในสมัยอยุธยา

           ๖.เจดีย์ยุทธหัตถีบ้านดอนเจดีย์  เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะคล้ายกับเจดีย์ที่วัดช้าง  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือได้ว่าเจดีย์องค์นี้  สร้างในสมัยอยุธยา

          ๗.ในพงศาวดารได้กล่าวไว้ว่า “ช้างศึกได้กลิ่นน้ำมันคชาสารก็ตกมันตลบปะปนกันเป็นอลหม่าน  พลพม่ารามัญก็โทรมยิงธนู  หน้าไม้  ปืนไฟ  ระดมเอาพระคชสารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์และธุมากรกตลบมืดไปหมอกมัวไป...”  แสดงว่าที่ทรงทำยุทธหัตถีพื้นที่จะต้องเป็นดินปนทราย  จึงมีฝุ่นฟุ้งไปทั่ว   จากพงศาวดารที่ได้กล่าวมานี้ ทำให้สอดคล้องกับพื้นที่บริเวณเจดีย์ยุทธหัตถีแห่งนี้  เนื่องจากพื้นที่รอบองค์พระเจดีย์  เป็นที่ดอนและดินปนทราย ซึ่งหลักฐานที่ประจักษ์ชัด  คือ  หมู่บ้านที่ติดกับองค์พระเจดีย์ชื่อว่าหมู่บ้านหลุมทราย  แสดงว่าพื้นที่แถบนั้น  จะต้องมีทรายมาก

          ๘.ที่ดอนเจดีย์แห่งนี้มีต้นข่อยขนาดใหญ่  ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นข่อยที่สำคัญทางประวัติศาสตร์  อยู่ห่างจากเจดีย์ประมาณ  ๑๐๐  เมตร  ดังพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่า  “ครั้นเหลือบไปฝ่ายทิศขวา  พระหัตถ์ก็เห็นช้างเศวตรฉัตรช้างหนึ่งยืนอยู่  ณ  ฉายาข่อย  มีเครื่องสูง  และทหารหน้าช้างมาก  ก็เข้าพระทัยถนัดว่า  ช้างพระมหาอุปราชา พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองก็ขับพระคชสารตรงเข้าไป.....”

         ๙.เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ฟันพระมหาอุปราชาขาดคอช้างแล้ว  ทัพไทยได้ไปทันพอดี  จึงไล่ฆ่าฟันทหารพม่าอย่างมันมือ  จากตระพังกรุไปถึงกาญจนบุรี  ทหารไทยฆ่าฟันผู้คนพม่า  ๒๐,๐๐๐  คน  จับช้างใหญ่สูง ๖  ศอก  ได้  ๓๐๐   เชือก   ช้างพลายพัง  ๕๐๐   เชือก   ม้าอีก  ๒,๐๐๐  เชือกเศษ   จะเห็นว่าจากเจดีย์ยุทธหัตถีบ้านดอนเจดีย์  ไปกาญจนบุรี(เก่า)  มีระยะทางประมาณ  ๑๗  กิโลเมตร  จึงเป็นไปได้ที่ทหารไทยจะไล่ฆ่าฟันพม่าในวันเดียวกันถึงเมืองกาญจนบุรี(เก่า)  ซึ่งระยะทางห่างกันไม่มากนัก

       ๑๐.ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  ฉบับ  วัน  วลิต  ได้กล่าวไว้ว่า  การทำยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาได้กระทำใกล้วัดร้างแห่งหนึ่ง  ซึ่งจะตรงกับสภาพพื้นที่เจดีย์ยุทธหัตถีของเจดีย์ราว  ๑.๕  กิโลเมตร   ปัจจุบันคือวัดบ้านน้อย  และยังมีเจดีย์และโบสถ์เก่าแก่ให้เห็นอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้.....”    

          หลังจากการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลของบรรดานักโบราณคดี  นักประวัติศาสตร์  และผู้สนใจจำนวนหนึ่ง  ต่อมาก็มีผู้ทำการกราบบังคมทูลเรื่องดังกล่าวให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงทราบ  พระองค์จึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้พระเจ้าลูกเธอสองพระองค์   คือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา  และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์  เสด็จมาทอดพระเนตรพระเจดีย์ที่บ้านดอนเจดีย์  อำเภอพนมทวน  จังหวัดกาญจนบุรี  เมื่อวันที่  ๒๐  สิงหาคม   พ.ศ.  ๒๕๑๕

 

ภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  เสด็จดอนเจดีย์(๖  ธ.ค.๒๕๑๖)

 

              ภายหลังจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ได้ทอดพระเนตร   และนำสิ่งที่ได้ทอดพระเนตรไปกราบบังคมทูล  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี   ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรพระเจดีย์ยุทธหัตถี  ณ  บ้านดอนเจดีย์  อำเภอพนมทวน  จังหวัดกาญจนบุรี  เมื่อวันที่  ๖   ธันวาคม  พ.ศ. ๒๕๑๖   หลังจากนั้น  การปรับปรุงสถานที่และดำเนินการก่อสร้างพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรก็เกิดขึ้น  เพื่อยกสถานที่แห่งนั้นให้เป็นสถานที่สำคัญของสมเด็จพระนเรศวร   การดำเนินงานเริ่มขึ้นในราวปี พ.ศ.  ๒๕๔๒ ภายใต้การอุปถัมภ์ของสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช   โดยทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เริ่มการก่อสร้างในปี  พ.ศ.  ๒๕๔๓  และเมื่อสร้างเสร็จ  คณะกรรมการผู้ดำเนินงานสร้างก็ได้กราบบังคมทูลฯ  จึงทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  สยามมกุฎราชกุมารเสด็จมาทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ณ  บริเวณใกล้ๆองค์เจดีย์ยุทธหัตถีบ้านดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน   จังหวัดกาญจนบุรี  เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๕๔๗

 

 

 

ภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรดอนเจดีย์พนมทวน

 

 

 

ภาพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  สยามมกุฎราชกุมาร  เสด็จเปิดอนุสาวรีย์ฯ  ปี  พ.ศ.  ๒๕๔๗