สภาพของจังหวัดกาญจนบุรีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ผศ.บุญรอด ชลารกษ์

จังหวัดกาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในภูมิภาควันตกของประเทศไทย เมื่อประเทศ ไทยได้เข้าสู่สถานการณ์สงครามในสงครามโลกครั้งที่ 2 จังหวัดกาญจนบุรีได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากเพราะญี่ปุ่นได้ขอผ่านทางประเทศไทยไปยังประเทศพม่า โดยเส้นทางที่ใกล้ที่สุดคือด้านจังหวัดกาญจนบุรี ในการที่จังหวัดกาญจนบุรีได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามนั้นก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก

สภาพของจังหวัดกาญจนบุรีก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

จังหวัดกาญจนบุรีมีพื้นที่ประมาณ 20,349 กิโลเมตร เป็นจังหวัดชายแดนติดต่อกับประเทศพม่าทางด้านตะวันตก ส่วนทางทิศไต้ติดต่อกับจังหวัดราชบุรี ด้านตะวันออกติดต่อกับจังหวัดสุพรรณ นครปฐม และราชบุรี ด้านทิศเหนือติดกับประเทศพม่า จังหวัดตากและจังหวัดอุทัยธานี จะเห็นได้ว่าจังหวัดกาญจนบุรีเป็นจังหวัดชายแดนภาคตะวันตกของประเทศไทยที่มีพรมแดนติดกับประเทศพม่า เป็นระยะทางตามแนวเทือกเขาตะนาวศรียาวถึง 460 กิโลเมตร ในลักษณะดังกล่าวทำให้จังหวัดกาญจนบุรีมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ดังนั้นเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่2 ญี่ปุ่นต้องการที่จะส่งกองทัพเข้าโจมตีพม่าในเส้นทางที่ใกล้ที่สุดจึงเลือกที่จะเดินทัพผ่านจังหวัดกาญจนบุรีด้วยการสร้างทางรถไฟแยกจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีไปจนจรดพรมแดนพม่า

ลักษณะภูมิประเทศ

จังหวัดกาญจนบุรีมีลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกันถึง 3 ลักษณะ คือ

1.บริเวณที่เป็นป่าเขาและป่าไม้ พื้นที่ของทางตอนเหนือของจังหวัดส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนอันเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารของจังหวัด ทำให้เขตนี้การคมนาคมไม่สะดวก  ได้แก่ เขตอำเภอสังขละบุรี เขตอำเภอทองผาภูมิ เขตอำเภอศรีสวัสดิ์ และเขตบางส่วนของอำเภอไทรโยคและอำเภอบ่อพลอย

2.บริเวณที่แห้งแล้งเป็นที่ราบลุ่มสลับกับภูเขาเตี้ยๆ และป่าละเมาะ พื้นดินไม่อุดมสมบูรณ์ ขาดแคลนน้ำเพื่อการอปโภคบริโภค การเพาะปลูกไม่ค่อยได้ผล ได้แก่ท้องที่ส่วนใหญ่ของอำเภอเหล่าขวัญ พนมทวน บ่อพลอย และพื้นที่บางส่วนของอำเภอเมืองกาญจนบุรี

3.บริเวณที่ราบอุดมสมบูรณ์อยู่ติดแหล่งน้ำ เศรษฐกิจของประชนส่วนใหญ่อยู่ในขั้นดี การคมนาคมขนส่งสะดวก ได้แก่ เขตอำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา

จากสภาพการที่เป็นลักษณะเฉพาะของจังหวัดมีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นป่าเขาถึงสองส่วนพื้นที่ราบส่วนหนึ่งประชาชนจึงตั้งบ้านเรือนอยู่กันอย่างกระจัดกระจายการคมนาคมไม่สะดวก ส่วนใหญ่จะอาศัยการคมนาคมทางน้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำแม่กลองที่เกิดจากแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อยไหลมารวมกันที่ปากแพรก(หน้าเมืองกาญจนบุรี) ไหลผ่านจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม

ตัวเมืองกาญจนบุรีใหม่ตั้งอยู่ที่ปากแพรกตั้งแต่พ.ศ.2374 จนกระทั่ง พ.ศ.2498 จึงย้ายอาคารสถานที่ราชการและศาลากลางจังหวัดมาตั้งอยู่ที่บ้านบ่อในปัจจุบัน ในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2484 - 2488) สถานที่ราชการต่างๆของจังหวัดตั้งอยู่ที่ปากแพรก หรือที่ทำการเทศบาลเมืองกาญจนบุรีในปัจจุบัน

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 จังหวัดกาญจนบุรีบ่งเขตการปกครองเป็น 5 อำเภอ ดังนี้ คือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอท่าม่วง อำเภอพนมทวน อำเภอท่ามะกา และอำเภอทองผาภูมิ

ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีดังนี้

                1.หลวงทรงสารการ (เล็ก กนิษฐ์สุต) ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 248 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2485

                2.ร้อยเอกสุรจิต อินทร์กำแหง   ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 5 กันยายน  2485  ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2488

                3.ขุนพิชัยมนตรี (ชื่น มนตรีวัตร) ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 7 มีนาคม  2488 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม  2488

ประชากร

                ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดกาญจนบุรีคือกลุ่มคนไทยที่ตั้งบ้านเรือนกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปเพราะสภาพที่เป็นป่าเขา นอกจากนั้นยังมีกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนส่วนหนึ่งจะตั้งบ้านเรือนอยู่แถบชุมชนและประกอบอาชีพทางการค้า เป็นกลุ่มชนที่มีบทบาททางเศรษฐกิจ นอกจากนี้จังหวัดกาญจนบุรียังมีกลุ่มชนน้อยอีกหลายกลุ่ม อาทิเช่น

                1.กลุ่มเชื้อสายกะเหรี่ยง ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานบนที่ลาบและบนภูเขาสูงในระหว่างพรมแดนไทยพม่าปัจจุบันมีชาวกะเหรี่ยงอยู่ในอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ ไทรโยค เมืองกาญจนบุรี และศรีสวัสดิ์ ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงเหล่านี้ยังรักษาขนบประเพณี ความเชื่อ และวีถีกางในการดำรงชีวิตตามแบบแผนเดิมของตนไว้อย่างดี

2.กลุ่มชนเชื้อสายมอญ ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแนวชายแดนไทยพม่า

                3.กลุ่มชนเชื้อสายลาว ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอำเภอพนมทวน อำเภอบ่อพลอย ส่วนมากเป็นพวกเชื้อสายลาวโซ่งหรือลาวทรงดำหรือผู้ไทดำและลาวเวียง

การเข้ามาของกองทัพญี่ปุ่น

บริเวณที่ทหารญี่ปุ่นเขามาตั้งค่ายอยู่โรงเรียนวิสุทธรังษีซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดไชยชุมพลชนะสงคราม ศาลากลางจังหวัดอยู่ในบริเวณที่เป็นที่ทำการของเทศบาลเมืองกาญจนบุรีในปัจจุบันรวมทั้งบ้านพักของผู้ว่าราชการจังหวัดก็อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน แม้ในปัจจุบันได้ย้ายศาลากลางไปอยู่ที่ถนนแสงชูโตแล้วบ้านพักของผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยังคงอยู่ที่เดิม เทศบาลเมืองกาญจนบุรีซึ่งรวมท้องที่ในตำบลบ้านเหนือและตำบลบ้านใต้ในเขตอำเภอเมืองกาญจนบุรีเข้าด้วยกันก้อตั้งที่ว่าการอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดนั่นเอง

ในช่วงที่จังหวัดกาญจนบุรีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ขุนพิชัยมนตรีดำรงตำแหน่งข้าหลวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนนายกเทศมนตรีคือ นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธ์ (ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ.2483 - 2485) นอกจากนี้สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ โรงงานกระดาษไทย กระทรวงอุตสาหกรรมก็ตั้งอยู่ระหว่างศาลากลางจังหวัดและวัดไชยชุมพลชนะสงคราม นับเป็นสถานที่ราชการที่มิได้ถูกรบกวนจากกองทัพญี่ปุ่น แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสงคราม กล่าวคือโดยปกติแล้วการทงานของกรรมกรและเจ้าหน้าที่โรงงานจะทำงานกันเป็นกะๆ ละ 8 ชั่วโมง จึงสัญญาณเปลี่ยนกะ สัญญาณดังกล่าวถูกนำไปใช้เตือนภัยแกประชาชนเมื่อเครื่องบินจะมาทิ้งระเบิดทำให้ประชนหลบหนีลงหลุมหลบภัยได้ทันท่วงที สถานีตำรวจคงตั้งอยู่ในที่ตั้งเดิมในปัจจุบัน สำหรับฝั่งตรงข้ามสถานีตำรวจปัจจุบันคือศูนย์การค้าแห่งใหม่ของจังหวัดกาญจนบุรีนั้นในช่วงที่เกิดสงครามบริเวณนี้ยังเป็นสนามบินของทหาร เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเดินทางมาถึงจังหวัดกาญจนบุรีก็ได้มายึดบริเวณนี้เป็นที่ตั้งค่ายอีกแห่งหนึ่ง

เมื่อรัฐบาลไทยได้ลงนามร่วมรบกับญี่ปุ่นแล้วกัน ญี่ปุ่นก็นำกองทัพเดินทางผ่านประเทศไทยเพื่อที่จะไปยังประเทศพม่า ในชั้นแรกญี่ปุ่นได้เข้ายึดเกาะสองในจังหวัดชุมพรหรือที่เรียกว่า“วิคเตอร์เรียพอยต์” เพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงอาหารและยุทโธปกรณ์ไปยังพม่า แต่การลำเลียงเป็นไปด้วยความยากลำบากและมาสามารถลำเลียงอาวุธหนักได้ ญี่ปุ่นจึงคิดหาทางอื่นซึ่งในที่สุดก็เลือกที่จะสร้างทางรถไฟจากจังหวัดกาญจนบุรีไปยังพม่า ซึ่งแต่เดิมนั้นจังหวัดกาญจนบุรีไม่มีการคมนาคมทางรถไฟ เพราะทางรถไฟในขณะนั้นมีเฉพาะจากกรุงเทพไปสายใต้เท่านั้น ญี่ปุ่นจะสร้างทางรถไฟจากสถานีหนองปลาดุก ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี ข้ามแม่น้ำแควใหญ่และเลียบแม่น้ำแควน้อย ไปจนถึงด่านเจดีย์สามองค์และเลยเข้าไปในเขตพม่าปลายทางที่เมืองธันบีอูซายัท

                เมื่อรัฐบาลไทยได้ลงนามในกติกาพันธ์ไมตรีทางทหารกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2484 แล้ว กองทัพญี่ปุ่นก็ขอเจรจากับรัฐบาลไทยเพื่อขอสร้างทางรถไฟจากไทยไปยังพม่ารัฐบาลไทยได้ตั้งกรรมการขึ้น๕ณะหนึ่งพิจารณาขอตกลงต่าง ๆ ร่วมกับญี่ปุ่น จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ได้ลงนามในข้อตกลงไทย - ญี่ปุ่น เกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าโดยมีพลตรี เชจิ โปริยา ผู้แทนกองทัพญี่ปุ่นลงนามร่วมกับ จอมพล ป. พิบูลสงครามผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2485 ในข้อตกลงนั้นมีประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟดังนี้

                1. ระยะทางจากหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ถึงตัวเมืองกาญจนบุรี ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตรนั้น ฝ่ายไทยจะเป็นผู้ดำเนินการ ทำงานภายใต้การอำนวยการของกองทัพญี่ปุ่นและต้องให้เสร็จภายใน 3 เดือน ใช้คนงาน 3,000 คน ส่วนทางต่อมาจากเมืองกาญจนบุรีไปจนถึงประเทศพม่าฝ่ายญี่ปุ่นจะเป็นผู้ดำเนินการเองโดยตลอดแต่ฝ่ายไทยจะช่วยเหลือด้านกรรมกรและความสะดวกต่าง ๆ หลังจากทำข้อตกลงแล้วได้มีการสำรวจเส้นทางจากเมืองกาญจนบุรีไปทางเหนือจนถึงเขตแดนไทย โดยฝ่ายญี่ปุ่นร่วมกับพันธมิตร ฝ่ายไทยได้เริ่มออกเดินทางสำรวจครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2485 จากสถานีรถไฟหัวลำโพงถึงแนวทางรถไฟในเขตอำเภอทางผาถูมิไปถึงอำเภอสังขละบุรี วันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2485 โดยมีทหารญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งเดินทางจากเมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่า มาสมทบ ซึ่งทหารญี่ปุ่นก็กำลังสร้างทางรถไฟอยู่ในพม่าเช่นกัน

               2. การสร้างทางรถไฟอยู่ในการอำนวยการของผู้บังคับหน่วยสร้างทางรถไฟของกองทัพญี่ปุ่นและให้มีกรรมการเทคนิคของกรมรถไฟไทยเป็นผู้ควบคุมและบริการ โดยเฉพาะการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ฝ่ายไทยจะช่วยจัดจ้างกรรมกร ให้ตามแต่จะทำได้ งานสร้างทางรถไฟญี่ปุ่นจะต้องเป็นผู้สร้างเอง

                       3. วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการสร้างทางรถไฟ ไทยเป็นฝ่ายจัดทำ เช่น ไม้หมอน เสาไฟฟ้า ปูน ทราย รถ เรือ เครื่องล้อเลื่อน การสั่งงานจะใช้สายสื่อสารของกรมรถไฟไทยระหว่างกรุงเทพ-บ้านโป่ง (ในจังหวัดราชบุรี) ซึ่งมีอยู่แล้ว

                4.สำหรับที่ดินจะใช้ประกาศเวนคืน เพื่อให้เป็นที่ชัดเจนว่าที่ดินเป็นของประเทศไทย

                5. ภายหลังเมื่อการสร้างทางรถไฟสำเร็จเดินรถได้แล้ว ฝ่ายไทยจะสร้างสถานี (รวมทั้งตัวเรือนที่เกี่ยวข้องกันด้วย) และโรงเก็บรถจักรในพื้นที่ระหว่างจังหวัดกาญจนบุรีกับเขตแดนพม่าให้เสร็จโดยเร็วเท่าที่จะทำได้ ส่วนค่าใช้จ่ายในการสร้างนี้ฝ่ายญี่ปุ่นจะเป็นผู้ออกให้

                นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงปลีกย่อยอีกหลายประการ อาทิเช่น ฝ่ายไทยต้องจัดเกวียนพร้อมคนขับเกวียนให้ 500 เล่ม ช้าง 100 เชือก จัดคนงานให้ 5,500 คน เป็นต้น หลังจากได้ทำข้อตกลงดังกล่าวแล้วฝ่ายไทยก็ได้เริ่มลงมือสร้างทางช่วงแรกตั้งแต่บริเวณวัดดอนตูม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ไปจนถึงสุดปลายทางที่บ้านท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรีโดยฝ่ายญี่ปุ่นขอร้องให้ฝ่ายไทยทำให้เสร็จภายในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2485 ซึ่งต้องใช้กรรมกรถึง 12,200 คน และจ่ายรายวันอีกประมาณ 634,000 แรง ทางรถไฟส่วนที่ต่อจากบ้านท่ามะขามข้ามแม่น้ำแควใหญ่เรียบไปตามลำน้ำแควน้อย ไปจนสุดเขตแดนไทยที่เจดีย์สามองค์ เป็นระยะทาง 303.95 กิโลเมตร และต่อเข้าไปในเขตแดนพม่าถึงเมืองธันปีอูชายัทมีความยาว 111.05 กิโลเมตร รวมระยะทาง 415 กิโลเมตรนั้นเป็นระยะทางที่ญี่ปุ่นจะดำเนินการก่อสร้างเองซึ่งทางส่วนใหญ่จะต้องผ่านป่าทึบ ห้วยเหว ลำธาร และต้องผ่านภูเขามาเพื่อสร้างทางรถไฟและได้มีการจัดตั้งกองบัญชาการกองทัพญี่ปุ่นและค่ายเชลยศึกตามระยะทางที่สร้างทางรถไฟ ดังนี้

                1. บ้านเขาดิน อำเภอท่าม่วง

                2. บ้านท่าล้อ อำเภอท่าม่วง

                3. บ้านปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี

                4. บ้านบ่อ อำเภอเมืองกาญจนบุรี

                5.บริเวณที่ตั้งโรงแรมลัคเซอรี่ปัจจุบัน

                6.บ้านท่ามะขาม ริมฝั่งแม่น้ำแควใหญ่

                7. บ้านท่าเสา อำเภอไทรโยค

                8. บริเวณที่ตั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษากาญจนบุรี

9.บริเวณสนามบินหรือศูนย์การค้าใหม่ตรงข้ามกับสถานีตำรวจภูธรปัจจุบัน

10.บริเวณที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดกาญจนบุรีปัจจุบัน

11.ค่าเชลยศึกจะอยู่ใกล้บริเวณใกล้ทางรถไฟจากบ้านท่ามะขามไปจนถึงอำเภอสังขละบุรี เช่น บ้านลิ่นถิ่น บ้านหินดาด บ้านปรังกะสี

12.ค่าเชลยใหญ่ที่สุดที่บ้านนิเถะ อำเภอสังขละบุรี

                นอกจากนี้ยังมีคนไทยบางกลุ่ม อาทิเช่น นายสนั่น ประสมทรัพย์ ซึ่งเดิมเป็นครูสอนที่โรงเรียนวิสุทธรังษี ได้ลาออกจากการเป็นครูไปทำอาชีพค้าขายด้วยการติดตามขบวนกองทหารญี่ปุ่นและเชลยศึกที่อพยพไปเรื่อยๆ เพื่อการสร้างทางรถไฟ โดยการไปเปิดเป็นร้านค้าเล็กๆ ขายของใช้ที่จำเป็นและอาหาร  และอาจมีหญิงบริการด้วย ตามรายทางไปจนถึงเขตเมืองมะละแหม่งในพม่า โดยจะนำสินค้าประเภทอาหารและเครื่องใช้  อาทิเช่น สบู่ น้ำมันมะพร้าว เครื่องกระป๋อง อาหารแห้ง น้ำตาลปี๊บไปขาย  โดยเดินทางไปกับขบวนรถไฟของญี่ปุ่นนั่นเอง เมื่อขายสินค้าหมดแล้วก็หาซื้อสินค้าจากเมืองมะละแหม่ง อาทีเช่น ผ้า ยา โดยเฉพาะยาเอ็มบี (รักษาโรคซิฟิลิส) กลับมาขายเมืองไทยได้กำไลเป็นอย่างมาก เช่น น้ำตาลปี๊บ ซื้อในราคาปี๊บละ 20 บาท แต่สามารถนำไปขายได้ในราคาปี๊บละ 100 บาท ยาเม็ดเอ็มบีนั้นขายได้ราคาดีถึงเม็ดละ 25 บาท โดยเฉพาะในช่วงปลายสงคราม นอกจากนายสนั่น ประสมทรัพย์แล้วยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ทำการค้าขายเช่นนี้

                การับจ้างทำงานกับกองทัพญี่ปุ่นคนไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่เกรงกลัวคนต่างชาติ และรู้ช่องทางในการทำงานกับกองทัพญี่ปุ่นได้สมัครเข้าทำงานในกองเสบียงของกองทัพญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่ริมทางรถไฟบริเวณปากแพรก มีหน้าที่เย็บเสื้อผ้าทหารได้ค่าแรงวันละ 80 สตรางค์ หรือรับจ้างเป็นช่างซ่อมรถจักร และคนไทยอีกจำนวนหนึ่งก็รับจ้างสร้างค่ายกองบัญชาการของกองทัพญี่ปุ่นและค่ายเชลยศึก นอกจากนี้รัฐบาลไทยตกลงทำสัญญาสร้างทางรถไฟกับญี่ปุ่น ฝ่ายไทยนั้นจะต้องเป็นฝ่ายจัดหาคนงานให้กับกองทัพญี่ปุ่นจึงต้องมีการเกณฑ์จ้างแรงงานไทยไปสร้างทางรถไฟโดยมีหน้าที่ถางป่าและกรุยทางไปเรื่อยๆ เป็นงานที่ลำบาก แม้จะได้ค่าจ้างสูงถึงวันละ 20 บาท ก็ไม่ค่อยมีใครอยากไปทำ รัฐบาลไทยจึงต้องออกกฎหมายเกณฑ์จ้างคนงานไทยไปทำงานโดยให้ผู้ใหญ่บ้านไปเกณฑ์จ้างชาวบ้านมาครอบครัวละ 1 คน

                สภาพทางเศรษฐกิจ

                                เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี สภาพเศรษฐกิจของจังหวัดกาญจนบุรี มีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการที่มีกองทหารญี่ปุ่นเข้ามาตั้งกองบัญชาการและแนะนำเชลยศึกเข้ามาสร้างทางรถไฟเชื่อมจากสถานีหนองปลาดุกผ่านทางกาญจนบุรีไปยังประเทศพม่า ทำให้เมืองกาญจนบุรีที่มีประชากรอยู่ไม่มากนักได้กลายเป็นเมืองมที่มีผู้คนเข้ามาอยู่มากมาย ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจดังนี้

                                1.การประอาชีพของราษฎร ประชากรทั่วไปในจังหวัดกาญจนบุรีประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร ทำไร่ ทำสวน เล็กๆ น้อยๆ ได้หันมาสนใจประกอบอาชีพค้าขาย โดยเฉพาะการค้าขายกับกองทัพญี่ปุ่นละเชลยศึก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้คนไทยไม่ค่อยสนใจเรื่องค้าขาย ส่วนใหญ่คนจีนในกาญจนบุรีจะเป็นคนประกอบอาชีพค้าขายตั้งร้านค้าอยู่ในตลาด ซึ่งเป็นลักษณะโดยทั่วไปของคนไทยทุกๆจังหวัดไม่ใช่เฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี จนกระทั่งรัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีนบายที่จะให้คนไทยเข้ามามีบทบาทด้านเศรษฐกิจเพื่อขจัดอิทธิพลของชาวต่างชาติตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้

                กำเนิดบริษัทจังหวัดจำกัด

                                นโยบายของรัฐบาลใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น ต้องการให้คนไทยเข้ามามีบทบาทในการต่อสู้ทางด้านเศรษฐกิจเพื่อขจัดอิทธิพลของชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนให้หมดไป ดังสุยทรพจน์หครั้งหนึ่งว่า

                                                                “เราจะต้องกอบกูชาติไว้ด้วยการค้า

                                                  การทำมาหากินให้เกิดประโยชน์แก่คนไทยเราเอง เราต้องเริ่ม

                                                  แข่งขันกับชาวต่างชาติทำการค้าอยู่ในบ้านของเราเวลานี้

                                                  เราต้องสู้เขาได้ ช่วยกันทุกชุมนุมชนของเราไทย มีคนไทย

                                                  ค้าขายและมีคนไทยเป็นคนซื้อ ไม่ใช่ต่างชาติขายไทยซื้อ

                                                  อย่างเดียวเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ขืนปล่อยไว้อย่างนี้

                                                  ชาติเราต้องสูญพันธ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่การจะทำสำเร็จ

                                                  ได้ดังกล่าวนั้น ย่อมอยู่ที่คนไทยจะช่วยคนไทยเรา เอง

                                                  สิ่งใดที่ไทยขยายที่ไทยทำ เราเป็นคนไทยเราต้องซื้อของไทย

                                                  ก่อนอื่นต้องนิยมของไทย ต้องนึกว่าของไทยดีกว่าของ

                                                  ต่างประเทศเสมอ ถ้าเราทำได้ดังนี้ อิทธิพลในการ

                                                  ทำมาหากินและการค้าปัจจุบันนี้ก็จะเกิดขึ้น

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์สงครามได้เอื้ออำนวยให้รัฐบาลไทยทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการได้มากและสะดวกขึ้น   รัฐบาลได้บีบบังคับให้นักธุรกิจชาวต่างชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมในรูปของการออกกฎหมายต่างๆ และใช้เครื่องมืออื่นๆ ทั้งที่มีอยู่ก่อนและจัดทำขึ้นใหม่ ทั้งชาวยุโรบที่ควบคุมกิจการขนาดใหญ่ๆ และชาวจีนที่ควบคุมการค้าปลีกและค้าส่งทั้งภายในและภายนอกประเทศจึงถูกรัฐบาลเข้าควบคุมและบีบบังคับอย่างรุนแรงและเปิดเผยยิ่งขึ้นกว่าเดิม อาทิเช่น

                รัฐบาลได้ตราพระราชกำหนดเขตหวงห้ามคนต่างด้าว พุทธศักราช 2484 เพื่อห้ามมิให้ชาวต่างชาติหรือบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายเข้าไปพักอาศัยหรือมีถิ่นที่อยู่ในเขตที่กำหนดเป็นเขตหวงห้าม ซึ่งได้แก่

                                1.เขตจังหวัดลพบุรี เขตจังหวัดปราจีน  กิ่งอำเภอสัตหีบ  จังหวัดชลบุรี  ตามประกาศในพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่  23  พฤษภาคม 2484

                            2.เขตอำเภอเมืองอุบล  เขตอำเภอวารินชำราบ  จังหวัดอุบลราชธานี เขตอำเภอเมืองนครราชสีมา  จังหวัดนครราชสีมา  ตามประกาศในพระราชกฤษฎีกา  เมื่อวันที่ 19  กันยายน 2484

                                3.เขตอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และเขตจังหวัดกาญจนบุรีทั้งหมดตามคำสั่งของอธิบดีกรมตำรวจ  ลงวันที่  28 ธันวาคม  2485

                                4.เขตจังหวัดเชียงใหม่  ลำพูน  ลำปาง  เชียงราย  แพร่  และอุตรดิตถ์ตามประกาศโดยคำสั่งของอธิบดีกรมตำรวจ  ลงวันที่  20  มกราคม  2486

                ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ชาวต่างชาติทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีต้องอพยพออกไปจากจังหวัดกาญจนบุรีภายใน  30-90 วัน  และให้คนไทยเข้าทำการค้าแทนที่ชาวต่างชาติที่เคยทำอยู่ก่อน  สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองกาญจนบุรีอย่างมาก  กำนันผล  กลีบบัว  ได้กล่าวไว้ในหนังสือประวัติของข้าพเจ้าว่าเมื่อชาวจีนถูกบังคับให้อพยพออกนอกจังหวัดได้นำที่ดินมาขายให้ท่านในราคาถูกเป็นจำนวนถึง   650 ไร่  นอกจากนี้ทางราชการได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ชาวต่างชาติแปลงสัญชาติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีน  การกระทำดังกล่าวทำให้ร้านค้าคนไทยฉวยโอกาสกว้านซื้อสินค้ามากักตุนไว้แล้วขึ้นราคาสินค้าทุกชนิด  แม้แต่บริษัทจังหวัดก็ขายสินค้าราคาแพงขึ้น  โดยที่พระราชบัญญัติการค้ากำไรเกินควรไม่สามารถทำอะไรได้  ถ้าผู้ต้องการซื้อสินค้าในราคาควบคุมผู้ขายก็จะไม่ขายให้อาจจะเป็นเพราะด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงนิยมทำการค้าขายแทนการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

                บริษัทจังหวัดจึงได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2483  โดยรัฐบาลกำหนดวัตถุประสงค์และโครงการสำคัญๆให้บริษัทจังหวัดปฏิบัติดังต่อไปนี้

                1.เพื่อเป็นหน่วยส่งเสริมการค้า  ฝึกการค้าของคนไทย  ช่วยร้านค้าย่อยและช่วยแก้ปัญหาให้

                2.เพื่อเป็นหลักของการค้าในท้องถิ่นส่วนภูมิภาค  เป็นศูนย์การค้าภายในจังหวัดเป็นหน่วยส่งเสริมให้การค้าของคนไทยก้าวหน้า

                3.เพื่อช่วยรักษาระดับตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นแก่การครองชีพของราษฎรมิให้แพงขึ้นผิดปกติ

                4.เพื่อช่วยรักษาระดับราคาพืชผลที่ราษฎรผลิตได้ในท้องถิ่นและรักษามาตรฐานคุณภาพ

                5.เพี่อช่วยสงเสริมอุตสาหกรรมในครอบครัวและดำเนินอุตสาหธรรมย่อยที่เหมาะสมในท้องถิ่น  เมื่อคนไทยไม่สามารถทำโดยลำพัง

                6.เพื่อเป็นตัวแทนของทางราชการในเรื่องสินค้าผ่านแดนในสิ่งที่จำเป็นต่างๆช่วยเหลือบรรเทาความขาดแคลนของเพื่อนบ้านใกล้เคียง

                ภายในปี พ.ศ.2484 รัฐบาลสามารถจัดตั้งบริษัทจังหวัดขึ้นได้ใน 67 จังหวัดรวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรีด้วย ยกเว้น   พระนคร ธนบุรี และแม่ฮ่องสอน  โดยเมื่อเริ่มก่อตั้งบริษัทรัฐบาลถือหุ้น 51%และให้ราษฎรในท้องถิ่นเข้าหุ้นโดยให้คำรับรองว่าจะให้ดอกเบี้ยในเงินหุ้นร้อยละ 5 นอกจากเงินปันผล  ต่อมาเมื่อโอนบริษัทจังหวัดไปขึ้นกับกรมสรรพสามิตต์แล้ว การดำเนินการในระยะแรกจึงเป็นการขายสินค้าที่รัฐเป็นผู้ผูกขาดทั้งหมด นั่นคือ สุรา  บุหรี่  ไม้ขีดไฟ  น้ำมัน  ไพ่ เป็นต้น   โดยให้บริษัทจังหวัดเป็นผู้ผูกขาดการค้าขายและทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์ส่งสินค้าเหล่านี้ไปให้ร้านค้าย่อยอื่นๆ ของคนไทยที่รัฐบาลสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นทุกตำบลทั่วประเทศ

                กิจการของบริษัทจังหวัดจำกัดคงดำเนินไปได้ด้วยดี  ถ้าไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่  2 เมื่อเกิดสงครามขึ้นก็มีการโอนบริษัทจังหวัดไปอยู่ในความควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ตามมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่  29  กันยายน  พุทธศักราช 2485  และบริษัทจังหวัดถูกใช้เป็นเครื่องมือของทางราชการในการรักษาระดับราคาสินค้าที่จำเป็นแก่การครองชีพซึ่งขาดแคลนจากการเกิดสงครามจำเป็นต้องจัดให้มีการปันส่วนขึ้น  แต่การที่รัฐบาลป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นนี้ก็ไม่มีกฏเกณฑ์  โดยอาศัยสภาพความเป็นจริงของราคาสินค้าในท้องตลาด  ตลาดมืดจึงเกิดขึ้นมากมายและก่อความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างยิ่ง  เมื่อสิ้นสุดสงครามใน พ.ศ. 2488  คณะรัฐมนตรีจึงลงมติให้งดดำเนินการบริษัทจังหวัด  เมื่อวันที่  12  ธันวาคม  2488  แต่บริษัทจังหวัดกาญจนบุรียังคงดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้โดยเอกชนเป็นผู้ดำเนินการต่อมา

                2.การเกิดภาวะเงินเฟ้อ  การเข้ามาของกองทัพญี่ปุ่นก่อให้เกิดความปั่นป่วนแก่ภาวะเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก  ทันทีที่มีการเซ็นสัญญาร่วมรบระหว่างไทยกับญี่ปุ่น  ทหารญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาถึงจังหวัดกาญจนบุรีในช่วงแรกๆ  กองทัพญี่ปุ่นได้เตรียมเสบียงอาหารมาเอง  แต่เมื่ออยู่ต่อมาเป็นเวลานานเสบียงอาหารส่งมาไม่จำเป็นต้องซื้อหาในจังหวัดกาญจนบุรี ทำให้สินค้าทุกประเภทที่จำหน่ายให้แก่กองทัพญี่ปุ่นมีราคาสูงขึ้นทันทีจากการฉวยโอกาสของพ่อค้าคนไทย  เช่น  วัวตัวหนึ่งปกติราคาประมาณ  30-80 บาท แต่ขายให้กองทัพญี่ปุ่นในราคาตัวละ  300 บาท  หินลูกรังซึ่งปกติซื้อขายกันลูกบาศก์เมตรละเพียง 1-2  บาท  แต่ขายให้ญี่ปุ่นลูกบาศก์ละ 10 กว่าบาท   แม้แต่ราคาค่าเช่าบ้านและค่าเช่าที่ดินก็พลอยถีบตัวสูงขึ้นจนรัฐบาลต้องออกกฏหมายควบคุม  โดยให้คิดค่าเช่าบ้านในอัตราเดือนละไม่เกิน 40 บาท  ค่าเช่าที่ดินเดือนละไม่เกิน  10 สตางค์ต่อหนึ่งตารางวา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของปริมาณอาหารที่กองทัพญี่ปุ่นต้องการซื้อจำนวนมาก  ดังที่ปรากฏในตาราง

ปริมาณอาหารที่ญี่ปุ่นต้องการภายใน 1 เดือน

ชนิดของอาหาร

กรุงเทพฯ

ทางรถไฟสาย

ไทย-พม่า

เชียงใหม่

สระบุรี

รวม

ข้าวสาร

โค

หมู

7 ตัน

690 ตัว

210 ตัว

40 ตัน

9,600 ตัว

2,700 ตัว

30 ตัน

3,000 ตัว

900 ตัว

23 ตัน

2,300 ตัว

690 ตัว

100 ตัน

14,590 ตัว

4,500 ตัว

ที่มา ธานี   สุขเกษม   ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่  2  (พ.ศ.2482-2488). หน้า 167.

                รัฐบาลจึงได้ออกระเบียบเรื่อง  การซื้อขายสินค้าให้แก่กองทัพญี่ปุ่น  ดังนี้

                                1.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นประธานกรรมการควบคุมการค้ากำไรเกินควรส่วนภูมิภาคอยู่แล้วควรหมั่นสอดส่องดูแลสินค้าอุปโภค  บริโภค  มิให้ขึ้นราคาเกินควร

                                2.ให้คณะกรรมการจังหวัดและอำเภอคอยช่วยเหลือในการซื้อสินค้าแก่ทหารญี่ปุ่นระวังอย่าให้ผู้ขายตั้งราคาสินค้าแพงเป็นอันขาด

                                3.ถ้าทางฝ่ายทหารญี่ปุ่นขอให้ทางจังหวัดหรืออำเภอช่วยซื้อหาเสบียงอาหารก็ให้จัดหาซื้อให้โดยราคาถูกพอสมควร ห้ามมิให้คิดกำไรจากการนี้เป็นอันขาด

                                4.ให้ถือเป็นทางปฏิบัติโดยเคร่งครัดว่าข้าราชการตำแหน่งหน้าที่ใดก็ตามจะต้องไม่กระทำการค้าขายสินค้าให้แก่ฝ่ายญี่ปุ่นเป็นการส่วนตัว ถ้าหากผู้ใดประพฤติเช่นนั้นก็ให้ดำเนินการสอบสวนลง โทษทางวินัยทันทีแลให้รายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ

                แม้รัฐบาลจะประกาศใช้ระเบียบดังกล่าวแล้ว  ปัญหาเงินเฟ้อก็มิได้ลดลง  เนื่องจากเงินที่ฝ่ายญี่ปุ่นกู้ไปใช้ในราชการทหารนั้นมากเกินความจำเป็นของทางราชการ  ทหารญี่ปุ่นในประเทศไทยจึงใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย  นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังนำเงินจำนวนนี้มอบให้ตัวแทนออกไปกว้านซื้อสินค้าในตลาดด้วยราคาที่สูงเกินสมควร   เมื่อสินค้าเหล่านั้นขาดแคลนทหารญี่ปุ่นก็ค่อยๆปล่อยสินค้นนั้นออกสู่ท้องตลาดทีละน้อยซึ่งสามารถกำหนดราคาได้ตามใจชอบ

สภาพของจังหวัดกาญจนบุรีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

                หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามแล้วเมื่อวันที่  14  สิงหาคม  พ.ศ.2488  เชลยศึกที่จังหวัดกาญจนบุรีได้ทราบข่าวการยุติสงครามโดยฝ่ายญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็แสดงความยินดีด้วยการเฉลิมฉลองและออกไปเที่ยวเตร่สนุกสนานในตัวเมืองกาญจนบุรี  เช่นเดียวกับที่ทหารญี่ปุ่นได้เคยกระทำและไม่ปรากฏว่าได้มีการทำร้ายหรือทำอันตรายแกทหารญี่ปุ่นแต่อย่างใด  เชลยศึกเหล่านี้ได้รับเครื่องแบบและเครื่องแต่งกายจากฝ่ายสัมพันธมิตรที่จัดส่งมาให้และคงพำนักอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีอีกระยะหนึ่งจึงเดินทางกลับภูมิลำเนาของตน

                นับตั้งแต่  พ.ศ.  2485  -  พ.ศ.  2488  รวมระยะเวลาเกือบ  3 ปีที่ทหารญี่ปุ่นเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดกาญจนบุรีโดยเกณฑ์แรงงานต่างชาติมาสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่าเพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธยุทโธปากรณ์  เสบียงอาหารและกำลังพลเข้าบุกประเทศพม่านั้น  การเข้ามาของคนต่างชาติเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจังหวัดกาญจนบุรีอย่างมาก

                ด้านสังคมและวัฒนธรรม

                                1.การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและด้านสภาพความเป็นอยู่  ตลอดเวลาที่กองทัพญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีคนไทยไม่มีปัญหาในเรื่องถูกทหารญี่ปุ่นคุกคามแต่ประการใดทั้งนี้เพราะรัฐบาลไทยละรัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำสัญญาต่อกันที่เรียกว่ากติกาสัญญาสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่นซึ่งกำหนดว่า ประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทยสถาปนาสัมพันธไมตรีระหว่างกันและกันตามมูลฐานที่ต่างฝ่ายต่างเคารพเอกราชและอธิปไตยแห่งกันและกัน  ในระยะแรกของสงครามคนไทยไม่เดือดร้อน  แต่ในช่วงปลายสงครามเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มโจมตีด้วยการทิ้งระเบิดบริเวณที่สร้างสะพานทำให้คนเมืองกาญจนบุรี เริ่มอพยพไปอยู่แถบนอกเขตตัวเมืองกาญจนบุรี เช่น  อพยพไปอยู่แถบนครปฐม  ราชบุรี  เขตอำเภอพนมทวน  และมีการสร้างหลุมหลบภัย  การอพยพออกไปทำให้ประชาชนประสบปัญหาด้านน้ำกิน  น้ำใช้  เป็นไข้ป่าและมีโจรผู้ร้าย

จากการบอกเล่าของชาวบ้านกล่าวว่า  โดยปกติเมื่อก่อนเกิดสงคราม สภาพการลักเล็กขโมยน้อยหรือโจรผู้ร้ายไม่ค่อยปรากฏ แต่เมื่อเกิดสงครามและสภาพหลังสงครามเกิดมีโจรผู้ร้ายมากขึ้น  การลักเล็กขโมยน้อยมีเพิ่มขึ้นอาจเนื่องจากมาจากสินค้าขาดแคลนและมีราคาแพงขึ้นหรืออาจเกิดจากการที่มีคนไทยส่วนหนึ่งที่ร่วมในขบวนการไทยถีบคือแอบถีบสินค้าของญี่ปุ่นลงจากรถไฟนั้นก็เป็นได้

ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขนั้น   ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่เจ็บป่วยจะไปหาหมอพระเป็นผู้รักษา  เช่น  หลวงปู่เปลี่ยนหรือพระวิสุทธรังษี  (เปลี่ยน  อินทสโร)เจ้าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงคราม  และ  แพทย์แผนโบราณ  อาทิเช่น  หมอเขียน  สิริเวชชะพันธ์  หมอเติม  รุ่งสว่าง  เป็นต้น  การขาดแคลนยารักษาโรคและยารักษาโรคมีราคาแพงทำให้ผู้ป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก

แต่สภาพชีวิตของคนไทยส่วนหนึ่งก็ดีขึ้น อันเนื่องมาจากสงครามโดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพค้าขายหรือประกอบอาชีพค้าขายอยู่แล้ว  นอกจากสินค้าจะขาดแคลนและมีราคาแพงแล้ว  ความสะดวกของการคมนาคมทำให้มีการขนส่งสินค้าได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นเพราะเดิมนั้นเส้นทางคมนาคมระหว่างเมืองกาญจนบุรีกับเมืองอื่นๆ  นั้นอาศัยการสัญจรทางน้ำตามลำน้ำแม่กลองและการขนส่งทางบกซึ่งมีรุยนต์อยู่เพียงคันเดียว  ส่วนการสัญจรระหว่างอำเภอก็เป็นการเดินเท้าหรือใช้ม้าและจักรยานเป็นพาหนะ  แต่เมื่อเกิดสงครามและสงครามสงบแล้วเมืองกาญจนบุรีมีความเจริญในด้านการคมนาคมอย่างมากเนื่องมาจากการสร้างทางรถไฟของกองทัพญี่ปุ่นนั้นเอง  เมื่อสงครามยุติรัฐบาลไทยได้ขอซื้อทางรถไฟและเปิดใช้เป็นเส้นทางคมนาคมมาจนถึงปัจจุบันแต่เปิดเดินรถไปถึงสถานีบ้านท่าเสา  อำเภอไทรโยค  เท่านั้น  ทำให้การติดต่อระหว่างอำเภอและหมู่บ้านตามระยะทางที่รถไฟผ่านสะดวกสบายขึ้นมาก  ทางรถไฟเชื่อมต่อทางรถไฟสายใต้ทำให้การติดต่อระหว่างจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดอื่นๆสะดวกขึ้นมาก

นอกจากนี้การที่ที่ทำการจังหวัดย้ายไปอยู่ที่บ้านวังสารภีในระหว่างสงครามทำให้เส้นทางคมนาคมจากจังหวัดไปอำเภอพนมทวนผ่านบ้านวังสารภีสะดวกขึ้น  โดยเมื่อเทียบกับระยะสงครามนั้นการเดินทางไปด้วยเกวียนและม้าจะใช้เวลาเป็นวันๆแต่เมื่อสงครามยุติการเดินทางก็สะดวกขึ้น

ด้านการศึกษา  ในช่วงแรกที่เกิดสงครามโรงเรียนต่างๆ ในเขตจังหวัดกาญจนบุรีคงเปิดสอนตามปกติ  แต่ใน       พ.ศ.  2487  โรงเรียนทุกแห่งหยุดเรียนหมดเนื่องจากมีการทิ้งระเบิดหนักมาก นักเรียนจึงต้องหยุดเรียนหรือไม่ก็ย้ายไปเรียนต่างจังหวัด  เช่น  จังหวัดสมุทรสงคราม  เป็นต้น  และการที่กองทัพญี่ปุ่นใช้อาคีสถานที่อันเป็นที่ตั้งโรงเรียนเป็นที่ตั้งค่ายและกองบัญชาการ  ทำให้การศึกษาของนักเรียนหยุดชะงักไป

ด้านวัฒนธรรม  ประชาชนคงดำเนินชีวิตตามปกติเป็นส่วนใหญ่  พระสงฆ์คงออกบิณฑบาตรตามปกติ  เมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนาก็คงไปทำบุญและทำกิจกรรมเหมือนที่เคยทำ  กล่าวโดยทั่วไปวิถีชีวิตของชาวเมืองกาญจนบุรีคงดำเนินไปตามปกติ  แม้แต่โรงภาพยนต์ก็คงเปิดบริการแม้ว่าจะต้องทำการพรางไฟบ้างก็ตาม

2.การค้นพบแหล่งโบราณคดีในจังหวัดกาญจนบุรี  เมื่อสงครามโลกยุติลงเมืองกาญจนบุรีนอกจากจะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในการเป็นที่ตั้งของทางรถไฟสายมรณะ และสะพานข้ามแม่น้ำแควแล้ว  กาญจนบุรียังกลายเป็นแหล่งที่มีความสำคัญในด้านโบราณคดีอีกด้วย  มีการค้นพบหลักฐานของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์อันนำไปสู่การค้นคว้าเรื่องราวของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในทวีปเอเซียให้กระจ่างขึ้น  ทั้งนี้มีความเป็นมาที่สำคัญ 2 ประเด็นคือ

ประเด็นแรกนั้นสืบเนื่องมาจากการขุดหลุ่มหลบภัยของชาวบ้าน  เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดเพื่อทำลายกองบัญชาการของทหารญี่ปุ่นและทำลายทางรถไฟนั้น  รัฐบาลไทยได้สอนให้ชาวบ้านรู้จักวิธีการขุนหลุมหลบภัยในบริเวณที่ไม่ไกลจากบ้านพักของตนเองนักและจากการขุดหลุมหลบภัยดังกล่าวนั้นเองทำให้ชาวบ้านได้พบเครื่องมือ  เครื่องใช้  และโครงกระดูมนุษย์สมัยโบราณเป็นจำนวนมาก  ซึ่งในขั้นแรกก็เก็บรักษาไว้เองที่บ้าน

ประเด็นที่สองสืบเนื่องมาจาก  ดร.แวน  ฮิกเคอเรน  (Dr. H.R.  Van  Heekeren)  นักโบราณคดีชาวฮอลันดาซึ่งมาทำงานอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซียในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2  เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2  เขาได้ตกเป็นเชลยของกองทัพญี่ปุ่นและถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟในช่วงระหว่าง  พ.ศ. 2486 – 2487 ด้วย  ในขณะที่เขาทำงานสร้างทางรถไฟอยู่ที่บริเวณบ้านเก่า  ตำบลจระเข้เผือก  อำเภอเมือง  จังหวัดกาญจนบุรี  เขาได้พบเครื่องมือหินกระเทาะจากหินกรวดหลายชิ้นและพบขวานหินขัดสมัยหินใหม่  2  ชิ้น  (ดูภาพ)  ด้วยความที่เขามีความรู้ทางด้านโบราณคดีเขาจึงพยายามเก็บซ่อนเครื่องมือหินดังกล่าวไว้เพื่อนำไปตรวจสอบในภายหลัง  เมื่อสงครามโลกครั้งที่  2  ยุติแล้ว  ดร.แวน  ฮิกเคอเรน  ได้นำเครื่องมือหินดังกล่าวไปศึกษาที่พิพิธภัณฑ์พีบอดี้  มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด  ปรากฏว่าเป็นขวานหินยุคใหม่  2  ชิ้น  เครื่องมือหินกรวดหรือหินกระเทาะต่อยหน้าเดียว  6  ชิ้น  เครื่องมือยุคหินกลาง  3  ชิ้น  ซึ่งต่อมาได้เรียกเครื่องมือหินนี้ว่า  วัฒนธรรมแฟงน้อง (Fengnio Culture) หรือวัฒนธรรมแควน้อย

การค้นพบของ ดร.แวน ฮิกเคอเรนเป็นจุดเริ่มต้นให้นักโบราณคดีไทยให้ความสนใจร่วมมือกับนักโบราณคดีจากต่างประเทศสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณจังหวัดกาญจนบุรีสืบต่อมาอย่างกว้างขวาง  จนเป็นที่สรุปได้ว่าบริเวณจังหวัดกาญจนบุรีเป็นดินแดนที่มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์เคยอาศัยอยู่ตามถ้ำ  เพิงผา  ที่ราบริมแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่มาตั้งแต่ยุคหินเก่าตอนปลายแล้ว

จึงอาจกล่าวได้ว่าหากไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2  ไม่มีการขุดหลุมหลบภัยและไม่มีนักโบราณคดีเป็นเชลยศึกมาร่วมสร้างทางรถไฟแล้ว  การค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีคงจะไม่เกิดขึ้น  เมืองกาญจนบุรีคงไม่มีความสำคัญและมีชื่อเสียงในฐานะเป็นแหล่งอารยธรรมของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน

3.จังหวัดกาญจนบุรีเป็นที่รู้จักกันทั่วไปภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2  ยุติลงเชลยศึกได้รับการปลดปล่อยกลับคืนบ้านเกิดเมืองนอนของตนแล้ว  รวมทั้งทหารญี่ปุ่นก็เดินทางออกจากจังหวัดกาญจนบุรีโดยมิได้ถูกทำร้ายแต่ประการใด  บรรดาเชลยศึกเหล่านี้ได้กลับมาเยี่ยมเมืองกาญจน์อีกครั้งภายหลังจากเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว  จากการสัมภาษณ์  Mr. Trevor  Dakin  เชลยศึกชาวแคนนาดา  สัญญาติอังกฤษ  ซึ่งถูกจับเป็นเชลยตั้งแต่วันที่  15  กุมภาพันธ์  2485  และพ้นจากการเป็นเชลยศึกเมื่อวันที่  18  สิงหาคม  2488  นั้น  เขามีความประทับใจกับชาวเมืองกาญจนบุรีเป็นอย่างมากที่ให้ความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือเหล่าเชลยศึก  แต่ความทารุณทุกข์ยากที่ได้รับจากการบังคับควบคุมของทหารญี่ปุ่นก็ทำให้เขาให้สัมภาษณ์ไปด้วยน้ำตาที่นองหน้า  แต่ถึงอย่างไรเขาก็มีความประทับใจและชื่นชมเมืองกาญจนบุรีจนคิดอยากกลับมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในเมืองกาญจน์  เหล่าเชลยศึกและทหารผ่านศึกชาวญี่ปุ่นจำนวนมากที่เดินทางมาเมืองกาญจนบุรีเพื่อย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา  เหล่าเชลยศึกชาติต่างๆ  จะกำหนดวันมาทำพิธีระลึกถึงผู้ที่จากไป  ณ  สุสานทหารสัมพันธมิตร  ที่ตำบลดอนรัก  อำเภอเมือง  และที่เขาช่องไก่  ซึ่งอยู่ในความดูแลของสถานทูตอังกฤษ  ส่วนชาวญี่ปุ่นจะไปทำพิธีที่อนุสาวรีย์ไทยานุสรณ์ซึ่งอยู่ในความดุแลของสมาคมชาวญี่ปุ่นจังหวัดกาญจนบุรี

ความมีชื่อเสียงของจังหวัดกาญจนบุรีในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นโด่งดังจนกระทั่งมีผู้นำไปสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง  สะพานข้ามแม่น้ำแคว  แม้จะไม่ได้ใช้สถานที่ในประเทศไทยในการถ่ายทำภาพยนต์ก็ตาม  คนทั่วโลกก็ได้รู้จักอนุสรณ์สถานจากสงครามและพากันมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากในทุกๆปี

เมื่อสงครามสงบแล้วได้มีความพยายามที่จะทำให้ผู้ที่ยังรำลึกถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2  ว่าสงครามเป็นสิ่งที่โหดร้ายต่อชีวิตมนุษย์ที่ควรจะช่วยกันป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีกนายกเทศมนตรีเมืองกาญจนบุรีคนปัจจุบัน  นายนิทัศน์  ถนอม-ทรัพย์  ได้นำเอาชื่อประเทศต่างๆที่ประชาชนของประเทศนั้นๆ ได้มีส่วนร่วมในสงครามมาตั้งเป็นชื่อถนนและซอยต่างๆ เพื่อให้อนุชนรุ่งหลังได้จดจำมีจำนวนทั้งสิ้น  26  ชาติ  เป็นชื่อถนน  26  สาย  ในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี ดังนี้

                1.ถนนเตอรกี                                         2.ถนนญี่ปุ่น

                3.ถนนฮอลันดา                                     4.ถนนศรีลังกา

                5.ถนนอังกฤษ                                        6.ถนนอเมริกา

                7.ถนนสิงคโปร์                                     8.ถนนเนปาล

                9.ถนนออสเตรเลีย                                10.ถนนไต้หวัน

                11.ถนนฟิลิปปินส์                                 12.ถนนเกาหลี

                13.ถนนอินโดนีเซีย                               14.ถนนมาเลเซีย

                15.ถนนอินเดีย                                       16.ถนนพม่า

                17.ถนนนิวซีแลนด์                                 18.ถนนจีน

                19.ถนนบรูไน                                        20.ถนนปากีสถาน

                21.ถนนบังคลาเทศ                                 22.ถนนอาฟกานิสถาน

                23.ถนนลาว                                            24.ถนนกัมพูชา

                25.ถนนเวียดนาม                                   26.ถนนฮ่องกง

 นอกจากนี้จังหวัดกาญจนบุรียังจัดให้มีการแสดงแสงและเสียงในงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นประจำทุกปีในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนโดยถือเอาวันที่ 28 พฤศจิกายนเป็นวันที่ระลึกถึงเหตุการณ์ที่สะพานข้ามแม่น้ำแควถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดทำลาย