ร่อยพรรษา

รอยพรรษา

                ประเพณีนี้มีอยู่ในอำเภอพนมทวน  เป็นประเพณีเรี่ยไรเข้าของเงินทองทำบุญให้วัดตอนออกพรรษาใหม่ๆ ราวๆ ขึ้น ๑๓, ๑๔, ๑๕ ค่ำ จนถึงแรม ๑, ๒ ค่ำเดือน ๑๑ คณะผู้ออกเรี่ยไรทำบุญ ร่อยพรรษา นี้เดิมใช้ผู้ชาย ปัจจุบันนี้มีผู้หญิงร่วมด้วย  แต่งตัวกางเกงขายาว  เสื้อแขนยาว (กันยุง) ใส่หมวกหลุบหน้า (ทำให้คล้ายของทาน) คณะหนึ่งไม่น้อยกว่า ๓ คน โดยมากมักออกเรี่ยไรตั้งแต่พลบค่ำจนดึก ไปจนตลอดหมู่บ้านแล้วจึงกลับ กลางวันก็ออกเรี่ยไรเหมือนกันกันแต่นิยมเวลากลางคืนมากกว่า เพราะผู้คนอยู่กับบ้านพักผ่อน มีโอกาสได้ร่วมทำบุญกันทุกบ้านเรือน มีข้าวสาร หอม กระเทียม ส้มสูกลูกไม้ เงินทอง เพื้องสลึง ก็ได้ไม่มีกำหนดกฏเกณฑ์ในการทำบุญ เรียกกันว่า ทำตามมีตามเกิด

                คณะเรี่ยไรร่อยพรรษา  มีเพลงร้องเพื่อเป็นการบอกกล่าวว่า  คณะเรี่ยไรออกพรรษากำลังออกเรี่ยไรแล้ว  ถ้าไปกันเงียบๆ อาจไม่ปลอดภัย  อาจถูกเหมาว่าเป็นโจรขโมยไปก็ได้  เพราะเป็นเวลาค่ำมืดดึกดื่นที่ชาวบ้านกำลังหลับนอนกัน

                คณะเรี่ยไรจะออกเดินทางไปขอทุกบ้าน ขณะเดินจะร้องเพลงยืน  เนื้อร้องประเภทชมนกชมไม้ ชมบ้านชมช่อง  เมื่อขึ้นบทใหม่มักจะนำด้วยเนื้อร้องว่า ยกเท้าก้าวเดิน เมื่อถึงหน้าบ้านก็จะร้องเพลงยืนไปเรื่อยๆ จนกว่าเจ้าของบ้านจะเปิดประตูรั้วออกมารับแล้วเคลื่อนเข้ามานั่งอยู่ลานหน้าบ้านใกล้บันได ขณะนั่งอยู่นี้จะใช้เพลงนั่งร้องให้พรแก่เจ้าของบ้าน ต่อจากนั้นก็จะลากลับไปสู่เรือนอื่นต่อไป (คล้ายพวกขอทานเมื่อร้องเพลงให้พรแล้วยังพูดเปรยๆ ให้ศีลให้พรแถมอีก เช่น ขอให้มั่งให้มี เป็นเจ้าสัว มีอายุมั่นขวัญยืน มีข้าทาสบริวารใช้สอยเถิดพ่อ (แม่) เจ้าประคุณ)          

ตัวอย่างเนื้อเพลงมีดังนี้

เพลงยืน                  (คอ ๑ ร้อง) ประตูนี้ก็ใหญ่กว้าง มีบานประตูหูช้าง กระไรมาปิดเอยไว้(ลูกคู่รับตั้งแต่คำ มีบานประตู...เอยไว้”)

                                (หูช้าง เป็นห่วงทองเหลืองที่ติดบานประตูทั้งสองบานของเรือนโบราณสำหรับคล้องด้วยกุญแจหอยโข่ง)

                                โอ้ให้แม่เปิดเถิด เผยก่อน ให้แม่ชักลิ่มปล่อยกลอน (คอ ๒ ร้อง) ลูกจะยอพระกรขึ้นกราบไหว้ (คอ ๒ ร้อง) ข้าน้อยจะเข้าไปพบ (วรรคนี้ลูกคู่รับ) แม่หลังคาเรือนทองเอย เรืองของแม่ห้องใหญ่เอย

เพลงนั่ง – ชม         (คอ ๑ ร้อง) ข้าเหลียวซ้ายแลขวาเอย ข้ามองมาแลเห็นโน่นแน่ะดอกบ้านเย็น ชมเล่นประหลาดตา (วรรคนี้ลูกคู่รับ) โอ้อีกทั้งมด ทั้งไร ก็มิได้ไต่ตอม กิ่งมันก็กรอมพสุธา

                                (คอ ๒ ร้อง) ใครเห็นใครน่าชมเอย (วรรคนี้ลูกคู่รับ) แลดูสีสะอาดประหลาดตาเอย

เพลงนั่ง – พร         (คอ ๑ ร้อง) ข้าน้อย ลูกจะให้พร เงินทองแม่ ๕ บาทเอย ให้แม่รุ่งเรือง โอภาส กระไรทั้งตาปี (วรรคนี้ลูกคู่รับ) โอ้ความเจ็บของแม่อย่ารู้ได้ความไข้ของแม่อย่าได้รู่มี ให้อายุของแม่ยืนสักหมื่นปี

                                                (คอ ๒ ร้อง) โรคโรคาอย่ามีเลยเอย ให้แม่เป็นโชฏกเศรษฐีเอย โรคโรคาอย่ามีเลยเอย (วรรคนี้ลูกคู่รับ)

                สังเกตเนื้อเพลงจะอาศัยคำคล้องจอง แต่วรรคสั้นบ้าง ยาวบ้าง ตรงคำท้ายวรรคที่ว่า  เอย  มักจะเอื้อนทำนองลากเสียงให้ยาว  ทำนองเพลงร่อยพรรษาเชื่องช้า  เยือกเย็น  วังเวง  ยิ่งช้ายิ่งไพเราะ  คล้ายๆ เพลงกล่องลูก  ยิ่งเวลาค่ำมืดด้วยแล้ว  จะยิ่งทำให้บรรยากาศ  วังเวง  เศร้าๆ เรียกศรัทธาได้ดีนัก

                ในปัจจุบันนี้ ยังมีเล่นกันอยู่ ๒ คณะในหมู่บ้านทวน และมีอยู่ทุกปี น่าจะได้รักษาประเพณีนี้ไว้เพื่อลูกหลานต่อไป