ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ชาวไทยรามัญ  อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

รวบรวมและเรียบเรียงโดยนางสาวจีรภา อินทะนิน

งานหอจดหมายเหตุและฐานข้อมูลท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

                ชุมชนชาวมอญ บ้านวังกะ อำเภอสังขละบุรี เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งยังมีกลุ่มชาวมอญที่เข้ามาใหม่ในช่วงรัตนโกสินทร์ แต่ยังคงสืบสานวิถีชีวิตและประเพณีวัฒนธรรมต่อกันมาและอยู่ร่วมกันกับชาวกะเหรี่ยง พม่า และไทย ในพื้นที่นี้อย่างสงบสุข  พิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ถือเป็นประเพณีที่มอญและกะเหรี่ยงใน อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 15 ค่ำ เดือน10 โดยมีตำนานเล่ากันมากมาย บางตำนานก็เล่าว่าเมื่อเจ้าเมืองสะเทิมกษัตริย์พม่าได้ครอบครองเมืองมอญ ต้องการที่จะเผยแพร่พุทธศาสนาแก่ชาวพม่า จึงได้ให้พระภิกษุมอญชื่อพระพุทธโกษา ไปคัดลอกพระไตรปิฎกที่ศรีลังกา ภายหลังคัดลอกพระไตรปิฎกจนเสร็จ ระหว่างที่เดินทางกลับได้เจอพายุกลางทะเลทำให้การเดินทางล่าช้า เจ้าเมืองสะเทิมร้อนใจจึงให้คนต่อเรือขนาดใหญ่พร้อมเสบียงอาหารมากมายไปรอรับ ชาวบ้านจึงได้มารวมกันเพื่อทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้เรือเดินทางกลับมาโดยปลอดภัย ในที่สุดเรือพระไตรปิฎกก็กลับมาโดยปลอดภัย และเป็นที่มาของการทำพิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ที่วัดวังก์วิเวการามในสังขละบุรีเป็นประจำทุกปีจวบจนถึงปัจจุบัน  พิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ของชาวมอญที่ยังทำกันอยู่มีการเตรียมงานดังนี้ ก่อนวันพิธีชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจกันเตรียมทำธง ร่ม และจัดเครื่องบูชาต่างๆ เพื่อถวายวัด โดยมีการแบ่งงานให้หัวหน้าคุ้มต่างๆ รับไปให้ลูกบ้านช่วยทำ แล้วนำมาส่งที่วัด ผู้ชายส่วนหนึ่งมาร่วมกันที่วัดวังก์วิเวการามเพื่อสร้างเรือจากลำไผ่ ประดับตกแต่งด้วยกระดาษสี ในยามหัวค่ำจนถึงเช้ามืดของวันขึ้น 15 ค่ำ ชาวบ้านต่างทยอยพากันนำธง ตุง ร่มกระดาษ มาประดับตกแต่งเรือและบริเวณปะรำพิธีอย่างเนืองแน่น พร้อมนำเครื่องเซ่น เช่น กล้วย อ้อย ขนม ข้าว ดอกไม้ ไปวางไว้ในลำเรือ จุดเทียนอธิษฐานให้สิ่งไม่ดีและเคราะห์ร้ายต่างๆ ไปให้พ้นจากชีวิตตน และรับฟังบทสวดอิติปิโส 108 จบของหนุ่มสาวชาวมอญ และบทสวดสะเดาะเคราะห์จากภิกษุสงฆ์ และเมื่อถึงเช้าวันแรม 1 ค่ำ ชาวบ้านก็มารวมตัวกันตั้งเป็นขบวนแห่ มีดนตรีประกอบและทั้งหมดจะช่วยกันลากเรือไปปล่อยกลางน้ำอย่างสนุกสนาน

                บางตำนานก็เล่าว่า ประเพณีการลอยเรือสะเดาะเคราะห์ของคนมอญ เริ่มเมื่อครั้งพระเจ้าธรรมเจดีย์ขึ้นครองราชย์ปกครองอาณาจักรมอญ เมืองหงษาวดี พระองค์ทรงเห็นพระภิกษุสามเณร ในเมืองมอญหงสาวดี มีความประพฤติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย พระพุทธศาสนาในเมืองมอญเกิดมลทินด่างพร้อยมากมาย จึงมีพระราชประสงค์จะสังคายนาพระพุทธศาสนาในเมืองมอญเสียใหม่เพื่อชำระหมู่พระภิกษุสงฆ์ในเมืองมอญให้มีความบริสุทธิ์ จึงมีพระราชโองการรับสั่งให้พระภิกษุสามเณรในเมืองมอญลาสิกขาเสียทั้งหมดทั้งประเทศ แล้วทรงส่งปะขาวถือศีล 8 คณะหนึ่ง ซึ่งก็คืออดีตพระเถระผู้ทรงพระไตรปิฏก ทรงความรู้ ตั้งมั่นในศีล มีศีลเป็นที่รัก ที่พระองค์มีคำสั่งให้ลาสิกขามาถือศีล ๘ เป็นประขาวนั่นเอง เดินทางไปยังประเทศศรีลังกา เพื่อให้ไปถือการอุปสมบทเป็นพระภิกษุมาใหม่จากคณะสงฆ์ในประเทศศรีลังกา  เสร็จแล้วให้เดินทางมาอุปัชฌาย์อาจารย์ บวชให้แก่คนมอญในเมืองมอญ คณะของปะขาวนี้ เมื่อเดินทางมาถึงประเทศศรีลังกา ได้รับการอุปสมบทแล้วก็เดินทางกลับ ในระหว่างทางที่เดินทางกลับนั้น เรือสำเภาลำหนึ่งในจำนวนสองลำ โดนพายุพัดให้หลงทิศไป ส่วนอีกลำหนึ่งเดินทางมาถึงเมืองหงษาวดีโดยปลอดภัย เมื่อทราบถึงพระกรรณของพระเจ้าธรรมเจดีย์  พระองค์จึงมีรับสั่งให้ทำเรือจำลองขึ้นมา ข้างในบรรจุด้วยของเซ่นไหว้บวงสรวงบูชาเหล่าเทวดา อันประกอบด้วย ข้าวตอก ดอกไม้ ธูป เทียน ฉัตร ธง ผลไม้ ขนมชนิดต่างๆ เป็นต้น อย่างละ ๑,๐๐๐ ชิ้น ทำพิธีสะเดาะเคาะห์ โดยทรงระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย บูชาคุณของพระรัตนตรัย บวงสรวงบูชาเหล่าเทวดาทุกหมู่เหล่าด้วยเครื่องเซ่นไหว้นั้นให้เหล่าเทวดาทั้งหลาย ที่ดูแลพื้นดินก็ดี ที่ดูแลพื้นน้ำก็ดี ที่ดูแลพื้นอากาศก็ดี ได้มาช่วยปัดเป่าให้เรือสำเภาลำที่หลงทิศไปนั้น ได้เดินทางกลับมาโดยปลอดภัยคนมอญจึงถือเอาเหตุการณ์นี้ทำพิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ในกลางเดือนสิบทุกปีๆ ตราบเท่าจนปัจจุบันนี้

               ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ชาวไทยรามัญมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการบูชาเทวดาที่อยู่ในน้ำ ในป่า และบนบก อีกทั้งเป็นการสืบสานประเพณีดั้งเดิมของกลุ่มชน ตลอดทั้งเป็นการเผยแพร่ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ให้แก่ชุมชน ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้ศึกษาเรียนรู้ โดยประเพณีดังกล่าวมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้

                1.  การเจริญพระพุทธมนต์โดยพระสงฆ์

                2. การบูชาเรือ โดยนำธงกระดาษ และอาหารคาวหวาน ๙ อย่าง ไปบูชาเรือ

                3. การสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ โดยการนำธูปเทียน ตามกำลังวันเกิด ไปไหว้และสะเดาะเคราะห์เพื่อจะมีการเผาธูปเทียนในวันสุดท้ายของงาน

                4. การเล่นโคม ปล่อยโคม

                5. การตักบาตรน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง

                6. การเลี้ยงอาหารคาวหวานแก่ผู้มาร่วมงาน

                7. การนำเรือไปลอยที่แม่น้ำสามประสบ สถานที่จัด ในลานเจดีย์พุทธคยา(วัดวังก์วิเวการาม) ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

                ชาวไทยรามัญนั้นมีความผูกพันมายาวนาน เห็นได้จากภาพวิถีชาวแพในแม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำที่ไหลผ่านตัวอำเภอ วิถีการทำประมง หรือการสัญจรบนสะพานลูกบวบ ซึ่งสร้างขึ้นทดแทนสะพานมอญ พังลงเมื่อปีที่แล้ว ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีบนผืนน้ำ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องราวความเชื่อและแรงศรัทธา
  กลางเดือนสิบ หรือนับตามสากลตรงกับเดือนกันยายนของทุกปี ชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงจะมีประเพณีงานบุญเดือนสิบที่เรียกว่า "ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์" ภาษามอญเรียก "พิธีโปฮะมอดบ้าง" มี   จุดประสงค์ก็เพื่อบูชาเทวดาที่อยู่ในป่า ในน้ำ และบนบก สืบสานประเพณีดั้งเดิมของบรรพบุรุษ อีกทั้งเผยแพร่วัฒนธรรมอันดีงามนี้ให้ผู้มาเยือนได้ศึกษาเรียนรู้ กำหนดจัดในวันที่ 14-15 ค่ำและแรม 1 ค่ำ โดยชาวมอญในอำเภอสังขละบุรีจัดพิธีนี้ที่วัดวังก์วิเวการาม หรือวัดหลวงพ่ออุตตมะ ตั้งอยู่ในตำบลหนองลู
บรรยากาศก่อนวันพิธี ชาวบ้านจะร่วมใจกันจัดเตรียมทำธง ร่ม และจัดเตรียมเครื่องบูชาต่างๆ ถวายวัด มีการแบ่งงานให้หัวหน้าคุ้มบ้านต่างๆ รับไปให้ลูกบ้านช่วยกันทำแล้วนำมาส่งที่วัด ผู้ชายส่วนหนึ่งจะมารวมตัวกันสร้างเรือจากลำไม้ไผ่ขนาดใหญ่ พร้อมประดับตกแต่งด้วยกระดาษสี ลงมือทำกันตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเช้ามืดของวันขึ้น 15 ค่ำ ระหว่างนั้นชาวบ้านจะทยอยพากันนำธง ตุง และร่มกระดาษเหล่านั้นมาสะเดาะเคราะห์เสียบไว้รอบลำเรือ


                ในช่วงเวลาตี 3 ลานหน้าเจดีย์พุทธคยาจำลองของวัด จะเนืองแน่นไปด้วยชาวมอญที่แต่งกายชุดพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ ผู้ชายนุ่งโสร่งแดง ผู้หญิงใส่ผ้านุ่งสีสันสดใส เกล้าผมมวย ทาแป้งนาคาสีนวลทั่วใบหน้า พร้อมกับเทินเครื่องเซ่นไหว้ไว้บนศีรษะ มาถวายวางไว้ในลำเรือไม้ไผ่ กำหนดให้หนึ่งคนถวายมีอาหาร 9 อย่างในจานเดียว ก็ได้แก่ กล้วย อ้อย ขนม ข้าวสวย ถั่วตัด ส้มโอ ข้าวตอก ข้าวต้มมัด (ไม่มีไส้) ดอกไม้ เทียน ฯลฯ จากนั้นก็จุดเทียนอธิษฐานให้สิ่งไม่ดีและเคราะห์ร้ายต่างๆ ไปให้พ้นจากชีวิต จนเวลาตี 5 รับฟังบทสวดสะเดาะเคราะห์จากพระภิกษุสงฆ์
                วันเดียวกัน ช่วงสายมีการตักบาตรน้ำมันงา น้ำผึ้ง และน้ำตาลทราย เพื่อเป็นยารักษาโรคระหว่างจำพรรษาในช่วงเข้าพรรษาตามความเชื่อโบราณ แต่ปัจจุบันน้ำมันงาและผึ้งหายาก ชาวมอญเองเลิกทำมานานกว่า 30 ปีแล้ว ที่เห็นกันวันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำผึ้ง น้ำตาลทราย และน้ำมันพืช (แทนน้ำมันงา) ที่ซื้อตามท้องตลาด และพิธีตักบาตรดอกไม้ในช่วงบ่าย ช่วงค่ำจะร่วมกันปล่อยโคมลอยยักษ์ รับฟังบทสวนอิติปิโส 108 จบ และบทสวดสะเดาะเคราะห์จากพระสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง
                กระทั่งเช้าของวันแรม 1 ค่ำ ไทยรามัญหลายพันชีวิตทั่วทั้งอำเภอสังขละบุรีก็จะมารวมตัวกันที่วัดอีกครั้ง เพื่อตั้งขบวนแห่ลากเรือไปปล่อยกลางแม่น้ำซองกาเลีย ในงานมีดนตรีประกอบสนุกสนาน ผู้หญิงชาวมอญจะมาร่ายรำสร้างความคึกคัก เวลานี้เองที่จะได้เห็นพลังความสามัคคี ความมีสติ ในการที่ต้องชักลากเรือขนาดใหญ่ลงเนินเขา ขบวนแห่นั้นยาวเกือบ 1 กิโลเมตร เต็มไปด้วยลูกเด็กเล็กแดงไปจนคนแก่ยืนต่อแถวกำเชือกกันแน่น ผู้ชายจะทำหน้าที่ยึดจับตัวเรือ พร้อมต่างส่งสัญญาณตลอดเส้นทางเพื่อความปลอดภัย แม้เนินเขาจะลื่นและมีความลาดชัน ทว่าเรือไม้ไผ่สามารถลงมาเบื้องล่างและลงสู่พื้นน้ำได้อย่างสง่างาม ถือว่างานพิธีนี้ได้เสร็จสิ้นลง เรือไม้ไผ่ได้ลอยเคราะห์ร้ายต่างๆ ไปทิ้งให้ไกล เหลือไว้แต่เคราะห์ดี ตัวเรือจะลากไปผูกทิ้งไว้ที่บริเวณจุดบรรจบของลำน้ำ 3 สาย คือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี ปล่อยให้น้ำพัดพาหายไปเอง  และหากกล่าวไปถึงที่มาเมื่อครั้งเก่าก่อนของประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ของคนมอญ คงต้องย้อนสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ขึ้นครองราชย์ปกครองเมืองหงสาวดี ทรงเห็นพระภิกษุสามเณรประพฤติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย จึงสังคายนาพระพุทธศาสนาในเมืองมอญใหม่หมดทั้งประเทศ แล้วตั้งปะขาวถือศีล 8 คณะหนึ่งเดินทางไปยังศรีลังกา เพื่อไปอุปสมบทเป็นพระภิกษุใหม่ แล้วกลับมาเป็นพระอุปัชฌาย์แก่คนมอญ ขณะเดินทางกลับมา เรือสำเภา 1 ใน 2 โดนพายุพัดหายไป ส่วนอีกลำนั้นกลับมาถึงได้โดยปลอดภัย เมื่อพระธรรมเจดีย์ทรงทราบ จึงรับสั่งให้ทำเรือจำลองข้างในบรรจุของเซ่นไหว้บวงสรวงบูชาเหล่าเทวดา ประกอบด้วย ข้าวตอก ดอกไม้ ธูป เทียน ฉัตร ธง ผลไม้ ขนมชนิดต่างๆ อย่างละ 1,000 ชิ้น ครั้งนั้นนับเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ โดยพระองค์ทรงรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเหล่าเทวดาทุกหมู่ ได้มาช่วยปัดเป่าให้เรือสำเภาที่หายไปได้เดินทางกลับมาโดยปลอดภัย หลังที่ทำพิธีเสร็จเพียงไม่กี่วันเรือที่หลงทิศก็เดินทางกลับมา ชาวมอญจึงถือเอาเหตุการณ์นี้ทำพิธีลอยเรือเพื่อสะเดาะเคราะห์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกจากตัว อีกทั้งอาหารที่อยู่ในลำเรือจะไปคอยช่วยเหลือผู้ประสบภัยในแม่น้ำต่อไป สำหรับประเพณีนี้ชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ก็ยึดถือและปฏิบัติสืบทอดเช่นเดียวกัน อำเภอสังขละฯ หน้าฝน ใช่ว่าจะได้เห็นไอฝนบนขุนเขาตะนาวศรีเท่านั้น อีกหนึ่งความงามที่ถูกซุกซ่อนไว้ก็คือ ประเพณีที่งดงาม อย่างพิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ชาวไทยรามัญ "วิถีพุทธเมืองมอญ" บรรยากาศการทำบุญตักบาตรน้ำผึ้ง เวลาตี 3 คืน 15 ค่ำ มอญนำอาหารลงเรือไม้ไผ่  หญิงชาวมอญเตรียมตักบาตรดอกไม้  อาหาร 9 อย่างใน 1 จาน ตามธรรมเนียมสะเดาะเคราะห์  ชาวมอญนับร้อย ช่วยกันลากเรือลงแม่น้ำซองกาเลียลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ประเพณีเดือนสิบชาวมอญ  สาวมอญร่ายรำสร้างความคึกคัก ในพิธีปล่อยเรือลงแม่น้ำหนุ่มสาวไทยรามัญร่วมงานประเพณี

<!--[endif]-->

 

แหล่งอ้างอิง

                  ททท. สำนักงานกาญจนบุรี. http://travel.sanook.com/.

                http://news-mahachon.com/Content/auto+guide/ขอเชิญร่วมสืบสานประเพณีดั้งเดิมของชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญ+อำเภอสังขละบุรี+เมืองกาญจนบุรี/

                ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ชาวไทยรามัญ. http://www.muangthai.com/thaidata/  

                สัมภาษณ์ข้อมูลเพิ่มเติมจากพี่วิน อรัญญา เจริญหงษ์ษา เลขาวัฒนธรรมอำเภอ