พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างเมืองกาญจนบุรี

 

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพในรัชกาลที่ 1 ณ วัน จันทร์เดือน 4 แรม 10 คํ่าปีมะแมนพศก จุลศักราช 1149 ตรงกับวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2330 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 3 ของพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขณะเมื่อยังทรงดำรง พระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรกับสมเด็จพระศรีสุลาลัย เมื่อยังเป็นหม่อมเรียม ทรงดำรงตำแหน่งฐานานุศักดิเป็นพระองค์เจ้าชายทับ ทรงศักดินา 400 ไร่ ตามบรรดาศักดิพระราชบุตรวังหน้า

พระชนม์ไค้ 21 พรรษาเสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ทรงประทับอยู่ ณ วัค ราชสิทธารามในคลองบางกอกใหญ่ เมื่อจุลศักราช 1169ปีเถาะนพศก ตรงกับ พ.ศ.2350 จำพรรษาได้ 1 พรรษาพระชนม์มายูไค้ 22 พรรษา สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จเถลิง ถวัลยราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 2 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทรงกรมเป็นกรมหมื่นเจษฎา บดินทร์ทรงศักดินา 15,000 ไร่ ตามบรรดาศักดิพระองค์เจ้าต่างกรมวังหลวง ในปีชุล ศักราช 1171 ปีมะเส็ง เอกศก ตรงกับ พ.ศ. 2532 เป็น'ปีที่ 1 ในรัชกาลแผ่นดินที่ 2 กรุงเทพฯ

ต่อมาจุลศักราช 1182 ปีมะโรงโทศก ตรงกับ พ.ศ.2363 มีพระชนม์ไค้ 34 พรรษา ทรงเลื่อนพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงศักดินา 20,000 ไร่ เป็นปีที่ 12 ในรัชกาลที่ 2 กรุงเทพฯ

ทรงไค้รับราชการในตำแหน่งต่างๆ ที่สำคัญถึง 4 ตำแหน่ง คือผู้กำกับกรมท่า กรมพระตำรวจหลวง เป็นประธานผู้รับฎีกาของราษฎรที่มาร้องทุกข์ เป็นแม่กองกำกับ ลูกขุน ณ ศาลหลวง เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินทั่วทั้งพระราชอาณาจักรสยาม เป็นผู้รับ กระแสพระราชดำรัสและพระราชประสงค์ต่างพระเนตรพระกรรณของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นพระบรมชนกนาถทั้งสิ้น ทรงจัดแต่งสำเภาหลวงบรรทุกสินค้าไปขายยังประเทศ จน จนมีกำไรนำมาใช้ในการรักษาพระนคร ส่วนสำเภาของส่วนพระองค์และเจ้านาย อื่นๆ ก็มีประโยชน์กำไรทั้งสิ้นเป็นเหตุให้พระบรมราชชนกทรงตรัสล้อพระองค์ว่า " เจ้าสัว"

เดือนอ้าย ขึ้น 10 คํ่า ปีมะโรง พ.ศ. 2363 พระราชทานอาญาสิทธิให้เป็นแม่ ทัพหลวงคุมพลทหารนายทัพนายกอง แต่ล้วนเป็นขุนนางวังหน้าทั้งสิ้น ด้วยครั้งนั้นกรม พระราชวังบวรฯ สวรรคตแล้ว เสด็จยกกองทัพมาสกัดทัพพม่าที่จะยกมาทางค่านพระเจดีย์สามองค์เมืองกาญจนบุรี โดยตั้งขัดตาทัพอยู่ที่บ้านลิ้นช้าง และส่งกองทัพออกลาด ตะเวณ รอจนถึงปีมะเส็ง พ.ศ. 2364 พม่าก็ไม่ยกกองทัพเข้ามาจึงเสด็จกลับพระนคร

ปีพุทธศักราช 2376 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระประชวรไข้พิษอย่างแรงมิได้รู้สึกพระองค์มิได้มีพระบรมราชโองการพระราชทานมอบ เวรสิริราชสมบัติแต่ท่านพระองค์ใด อย่างพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ ทรงกระทำไว้ก่อนสวรรคต

เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ซึ่งเป็นประธานในราชการแผ่นดิน ก็ได้สิ้น พระชนม์ไปเสียก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จสวรรคต ยังเหลือแค่พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีซึ่งเป็นประธานในราชการทั้งปวง ต่างปรึกษาเห็นพ้องต้อง กันว่า ขณะนั้นองค์เจ้าฟ้ามงกุฎ ( พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งเป็นสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชยังมีพระชนม์น้อยและยังทรงผนวชอยู่ ถ้าจะอัญเชิญให้ทรงลา ผนวชมาครองราชย์แล้วก็เกรงว่า ขณะนั้นบ้านเมืองยังไม่เป็นปกติสุข ยังมีการสงคราม ติดพันอยู่ พม่าข้าศึกก็คอยจ้องจะทำลายล้างชาติไทย เกรงว่าจะเกิดจลาจลวุ่นวายกันขึ้น ด้วยพระบรมโอรสาธิราชยังมีวัยไม่กล้าแข็งจึงเห็นควรอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ราชโอรสองค์โตที่สุด ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย หากแต่มิได้เป็นโอรสอันเกิดจากแด่พระบรมราชินีขึ้นครองราชสมบัติสืบไป เพราะกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถเฉลียวฉลาดผ่านงานใหญ่ๆมา มาก ทั้งในการรักษาพระนครก็ทรงรอบรู้เข้มแข็งจะป้องกันอริราชศัตรูหมู่ปัจจามิตรได้ ในเมื่อเกิดการสงคราม

เมื่อเห็นพ้องต้องกันแล้ว จึงอัญเชิญกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ องค์พระโอรส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 ขึ้นเสวยราชสมบัติ จัดให้มีการบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมนเทียรตามราชประเพณีแต่โบราณมาและการพระราชพิธี บรมราชาภิเษกนั้นได้สำเร็จลงเมื่อวันอาทิตย์ขึ้น 7 คํ่าเดือน 9 ปีวอก ฉศกตรงกับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 จารึกพระนามในพระสุพรรณบัฎว่า

“พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราช รามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราชรัตนกาสกรวงษ์องค์ปรมาธิเบศ์องค์ปรมาธิเบศ์ร ตรีภูวเนตรวรนายกดิลกรัตนราชาติอาชาวไสยสมุทัยตพิษฐฤทธิราเมศวร ธรรมมิกราชาเดโชชัยพรหม เทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศรโลกเชษฐวิสุทธมกุฏประกาศคิตาพุทธางกูรบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว”

                หรือเรียกคานกัยทั่วๆไปว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าอยู่หัว นับว่าเป็นรัชกาลที่ 3 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี กรุงเทพฯ

                พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างทรงกรมเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้มีพระราชกรณียกิจที่สำคัญต่อเมืองกาญจนบุรี

                การขัดตาทัพพม่าที่บ้านลิ้นช้างเมืองกาญจนบุรี

                เมื่อวันศุกร์ เดือนย้าย ขึ้น 10ค่ำ ปีมะโรงโทศก จุลศักราช 1182 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.2363 สาเหตุของสงครามครั้งนี้คือ  ในปลายรัชกาลพระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่า มีนโยบายขยายอำนาจไปทางทิศตะวันตก เข้าไปในดินแดนของยะข่และอัสสัม จนถึงสมัยพระเจ้าจักกายแมงวึ่งเป็นราชนัดดาของพระเจ้าปดุงขึ้นครองราชสมบัติ ต่อจากพระเจ้าปดุงในปี พ.ศ.2362 พระเจ้าจักกายแมงมีนโยบายขยายอำนาจไปทางตะวันตกและทางตะวันออกเช่นกัน ในปี พ.ศ. 2363 เมื่อทราบข่าวว่าไทยเกิดอหิวาตกโรคระบาทอย่างหนัก ทำให้คนล้มตายเป็นจำนวนมากเฉพาะที่กรุงเทพฯประชาชนเสียชีวิตไปถึง 30,000คน จึงคิดว่าไทยคงอ่อนแอเป็นโอกาสที่พม่าจะยกทัพมารุกรานไทย อีกครั้งหนึ่ง

                เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทราบข่าวศึกในปลายปี 2363 โปรดเกล้าให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นแม่ทัพไปให้ตั้งรับกองทัพพม่าที่ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เขตเมืองกาญจนบุรี

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นแม่ทัพให้ไปตั้งรับกองทัพพม่าที่ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เขตเมืองกาญจนบุรี

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ รัชกาลที่ 3 ได้ยกกองทัพมาทางเรือเมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย ขึ้น 10 ค่ำ ปีมะโมง ผ่านคลองบางกอกใหญ่ เข้าคลองด่าน(คลองสนามไชย) เมื่อเสด็จถึงวัดจอมทอง (วัดราชโอรสราราม) ซึ่งเป็นวัดโบราณ ก็เสด็จหยุดทัพประทับแรมที่หน้าวัดและได้ทำพิธีเบิกโขลนทวารตามลักษณะพิชัยสงครามเพื่เป็นศิริมงคล

เสด็จเดินทัพต่อ เข้าสู่คลองมหาชัย ออกแม่น้ำท่าจีนที่เมืองสมุทรสาคร และเข้าคลองหมาหอนมาออกแม่น้ำแม่กลองเมืองสมุทรสงคราม เมืองราชบุรี มาจนถึงต้นแม่น้ำแม่กลองที่เมืองกาญจนบุรี ทรงยักกองทัพตั้งค่ายอยู่ที่ บ้านลิ้นช้าง เมืองกาญจนบุรี บ้านลิ้นช้างเป้นพื้นที่ที่เรียกว่าบ้านยางในปัจจุบันนี้เป็นแหลมยื่นออกมา ระหว่างลำน้ำแควน้อยและแควใหญ่ไหลมาร่วมกัน

ขณะที่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ประทับที่ค่ายหลวง ได้ส่งทหารลาดตะเวนเพื่อฟังข่าวศึกพม่าที่ยกมาด่านพระเจดีย์สามองค์ ลงมาตามเชิงเขาตะนาวศรี ถึงด่านบ่องตี้ และด่านมะขามเตี้ย ว่าจะยกมาเมื่อใด เมื่อมีเวลาได้ทรงทอดพระเนตรก้อนหินใหญ่ๆ ตามเชิงเขาและสถานที่ต่างๆทรงโปรดฯ ให้ขนเอาศิลาก้อนใหญ่ๆ บรรทุกแพเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อใช้ในการก่อภูเขาในพระราชวังเพราะทรงเป็นแม่กอง ในการสร้างสวนขวาในพระราชวัง

ทรงประทับอยู่ที่บ้านลิ้นช้าง ประมาณ 9 เดือนครั้นถึง ปีมะเส็ง พ.ศ.2364ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพม่าจะยกเข้ามา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงโปรดฯให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเอกรมหมื่นเจษฎาบดินทรื ยกกองทัพกลับพระนคร รวมเวลาเกือบที่ประทับอยู่เมืองกาญจนบุรี

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯเมื่อขึ้นครองราชแล้วได้โปรดเกล้าให้ทรงสร้างเมืองกายจนบุรี

การสร้างเมืองกาญจนบุรี

เมืองกาญจนบุรี(เก่า)ตั้งอยู่ที่ บ้านท่าเสา ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง ซึ่งมีลำน้ำแควใหญ่กับลำตะเพินอยู่ด้านตะวันตก ทางตะวันออกของตัวเมือง คือทุ่งลาดหญ้า ตะวันออกเฉียงเหนือ คือ เขาชนไก่ ทิศใต้บ้านท่าเสาและตลาดลาดหญ้า ระยะทางระหว่างเมืองเก่าเมืองใหม่ประมาณ 18 ก.ม. .เมืองกาญจนบุรี(เก่า) เป็นเมืองที่เกิดขึ้นแต่โบราณกาลสร้างขึ้นสมัยใดและปี พ.ศ.ใดไม่มีหลักฐานยืนยันโดยแน่นชัด ปัจจุบันยังปรากฎร่องรอยของโบราณสถาน เช่น ป้อมปราการ เจดีย์พระปรางค์ วิหาร ชุมชน ฯลฯมีวัดร้างต่างๆ บริเวณเมืองเก่านี้ถึง 7 วัดด้วยกัน คือ วัดนางพิม,วัดขุนแผน,วัดทองประศรี,วัดป่าเลไลยก์,วัดแม่หม้าย,วัดจีน และวัดมอญ เมืองกาญจนบุรีในฐานะเมืองหน้าด่านที่ที่สำคัญทางชายแดนประเทศพม่า ด้านตะวันตกมีชื่อเสียงปรากฎประวัติศาสตร์ เนื่องจากสงครามระหว่างไทย-พม่า ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยากรุงธนบุรี และกรุงเทพมหานครรวมทั้งสงครามมหาเอเชียบรูพา โดยกองญี่ปุ่นสร้างทางรถไฟผ่านกาญจนบุรี ผ่านด่านพระเจดีย์เข้าสู่ประเทศพม่า

สงครามเก้าทัพเมื่อ พ.ศ.2328และสงครามท่าดินแดง พ.ศ.2329 เมื่อไทยได้ชัยชนะพม่าโดยเด็ดขาดแล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรหนาถ ได้ทรงพิจารณาว่า การสงครามระหว่างไทยพม่านั้น การเดินเข้าตีกรุงเทพฯพม่าคงไม่เดินทัพเส้นทางเก่า เพราะเป็นเส้นทางอ้อมและพม่าอาจจะใช้การเดินทัพทางเรือเข้าสู่พระนครได้เช่นเดียวกัน เมื่อทั้งสองพระองค์ได้ทรงพิจารณาในทางด้านยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีความได้เปรียบเสียเปรียบในการทำสงครามอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จึงทรงดำริให้ย้ายเมืองกาญจนบุรี (เก่า) มาอยู่บ้านปากแพรก (บริเวณตะวันออกลำน้ำแควใหญ่ แควน้อย ไหลมาบรรจบกันตรงหน้าเมือง) ในระยะแรกที่สร้างเมืองนี้ กำแพงขุดคูถมดินเป็นเชิงปักเสาไม้ รียกว่า เสาร์ระเนียด เป็นรั้วรอบแนวเชิงคันดินลักษณะรั้วเสาร์ระเนียดที่สร้างอยุ่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตรมาแล้วเมื่อครั้งพระองค์เสด็จนำกองทัพมาขัดตาทัพอยู่ที่ บ้านลิ้นช้าง

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเสวยราชสมบัติ เมื่อปี พ.ศ.2367แล้วครั้นปี พ.ศ.2374ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมทรงมุ่งพระทัยที่จะสร้างเมืองกาญจนบุรีให้มั่นคงถาวร พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้พระยาคลังสมุหกลาโหม เจ้าพระยามหาโยธาและพระยาท้ายน้ำออกไปตรวจดูสถานที่ก่อสร้าง และเกณฑ์พวกมอญให้ทำอิฐให้พวกเลขกาญจนบุรีเมืองราชบุรี ทำกำแพง ภายหลังโปรดเกล้าฯ ให้พระยาประสิทธ์สงครามราชภักดีพิเศษฯเจ้าเมืองกาญจนบุรี เข้าเฝ้าทรงมอบให้เป็นแม่กองจัดการสร้างกำแพงเมืองอย่างเร่งรับดังปรากฎตามหลักศิลาจารึกหลักเมืองกาญจนบุรี

“ปีมะโรงจัตวาศก ดั้งพระราชพิธีมลกลางเมืองทุกป้อมประตูหอรบ ฝรั่งยิงปืนตามฤกษ์มีโขนละคร หนังไทย จีน ปรบไก่ 3 วันมีดอกไม้รุมพุ่มและถวายไทยทาน กระจาด ผ้ารสบง แก่พระสงฆ์ทุกองค์แผ่กุศลให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง วันศุกร์ ขึ้นค่ำ 1 เดือน 8 ปีระกา นพศก พระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระดำรวจเป็นพระยาประสิทธิสงครามราชภักดีศรีพิเศษ ประเทศ นิคมภิรมย์ไชยสวรรค์ พระยากาญจนบุรี ครั้นกลับเข้าไปเฝ้าโปรดเกล้าฯว่าเมืองกาญจนบุรีเป็นทางอังกฤษ พม่ารามัญไปมา ให้สร้างเมืองก่อกำแพงขึ้นไว้จะได้เป็นชานนครเขื่อนขันฆ์มั่นคงไว้แห่งหนึ่งแล้ว จะได้ป้องกันสมณะชีพรามณ์ อาณาประชาราษฏร์ พระพุทธศาสนาจะได้ถ้วน5,000พรรา เจ้าพระยาคลังผู้ว่าที่สมุหพระกลาโหม เจ้าพระยามหาโยธา พระยาท้ายน้ำออกมาทิวไชยรูปตั้งเมือง พอมีราชการผ่านตะวันตกให้หากลับเข้าไปกรุงเทพฯ ท่านผู้ปกครองกาญจนบุรีเป็นผู้สำเร็จกิจการต่อไป ประทานเครื่องอาถรรพ์ออกมา เทียนไชย สายสินแผ่นทองอาถรรพ์ศิลาอาถรรพ์ กับรูปราชสีห์ รุปช้าง รูปเต่า และรุปพระราชพิธี 7 โรง สวดพระพุทธมนต์ 3 วัน ประชุมพระอมรราชา คณะฐานานุกรมอันดับ 60 รูป อธิปดีนาหมื่นสี่พระยา พระหลวงคุณหมื่น กรมการข่าวด่านเมืองขึ้น 9 หมื่น โหรพราหมณ์ปูโรหิตจารึก ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 4 เวลา 4 โมง 9 บาท ได้ฤกษ์ฝรั่งยิงปืนเอาฤกษ์ พระพุทธศักราชล่วงแล้ว 2374 พระพรรษาเศษ เดือนล่วง 10 เดือน วันล่วง 20 วัน จุลศักราช 1193 ปีเถาะ นักษัตร์ศกล่วง พระยา พระ หลวง ขุนหมื่น กรมการ 560 คน ก่อสิ้นอิฐ 2483,500 ศิราราก ป้อมรากกำแพงแสนเศษ ปูน 617 เกวียน ทำแล้ววันพฤหัสบดีขึ้น 13 ค่ำ เดือน ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 4 ปี มะโรง สมโภชให้ตั้งโรงทาน 4 ประตูเมือง เลี้ยงพระสงฆ์สามเณร ชายหญิง 3 วันเดชะข้าพเจ้าได้สร้างวัดปฎิสังขรณ์พระอารามในแขวงเมืองกาญจนบุรี 5 อาราม ในกรุงเทพฯ 1 อาราม อิมินาปุญญักกัมเมนะ เดชะผลานิสงฆ์ซึ่งข้าพเจ้าได้อุตสาฆ์สร้างเมื่อไว้สำหรับป้องกันพระพุทธศาสนาได้เป็นหิตานิหิตประโยชน์ โดยกตัญญูสุจริต อานิสงฆ์ นี้ ขออำนวยผลแก่ข้าพเจ้าให้สำเร็จพระนิพพานปัจโยโหตุ แผ่นศิลาสร้างเมืองมีไว้กฤษฝังทรัพย์เงินทองอย่าให้ขุดทำลาย”

รูปลักษณะกำแพงเมืองกาญจน์เป็นรูปสี่เหลี่ยมผื่นผ้า กว้างเพียง 200 เมตร ยาว 440 เมตร มุมเมืองทั้งสี่มีป้อม 4 ป้อม กำแพงด้านยาวทั้ง 2 ด้าน มีป้อมปืนด้านละ 1 ป้อม มีประตูทั้งหมด 6 ปรพะตู ประตูช่องกุฏ  2 ประตู รวม 8 ประตู

จารึกจริงจากศิลาแลงและไม้สักครั้งตั้งไว้ที่หน้าศาลหลักเมืองปรากฎอยู่ทุกวันนี้พระอาราม 5 วัด วัดหนึ่งในจำพวกนั้นคือ วัดญวณทรงสร้างให้กับชาวญวณที่ถือศาสนาพุทธที่ส่งมาอยู่เมืองกาญจนบุรี โปรดให้สร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของประตูหน้าเมือง กำแพงเมืองสร้างสำเร็จเมื่อ 8 มีนาคม พ.ศ. 2374 มีคำจารึกที่ประตูเมืองว่า “เมืองกาญจนบุรี พ.ศ.2374”

จากหลักฐานว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯทรงสร้างวัดและปฎิสีงขรณ์วัด 5 วัด ได้ค้นคว้าไม่พบว่าวัดใดที่ทรงสร้างคือ วัดญวณซึ่งตั้งอยู่ทางด้านเหนือของวัดเหนือหรือวัดเทวสังฆราม วัดญวณนี้มีชื่อภาษาญวณว่าวัด ”คั้นต่อดื่อ”ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อวัดว่า”วัดถาวรวราราม” เมื่อปีพุทะศักราช 2439 วัดนี้เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกาย โบสถ์ของวัดถาวรวรารามมีรูปทรงคล้ายวัดจีนคล้ายคลึงกันมาก แต่ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูปศิลาทรายสีแดงซึ่งเชิญไปจากวัดนางพิมพระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ หน้าตักกว้างประมาณ 2.50 เมตร และยังมีพระพุทธรูปปางสมาธิกับปางมารวิชัยตั้งอยู่ข้างว้ายและข้างขวาของพระประทาน เป็นพระพุทธรูปสมัยกรุงศรีอยุธยาทั้งนั้น แต่ลงปิดทองใหม่ดูเหลืองไปทั้งองค์ นับว่าเป็นศรีสง่าแก่วัดอย่างยิ่ง

วัดญวณที่จังหวัดกาญจนบุรีนี้เกิดขึ้นในรัชกาลที่  3 คือ หลังจากประเทศไทย ทำสงครามกับประเทศญวณแล้ว ปรากฎว่าพวกญวณสมัครตามกองทัพเข้ามาในประเทศไทยมากกับพวกทหารญวณที่ถูกจับและพวกญวณที่สวามิภักดิ์ส่งจากชายแดน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้พวกที่เข้ารีดศาสนาคริสตัง ตั้งบ้านเรือนอยู่ในกรุงเทพฯที่ตำบลสามเสน อยู่ใกล้กันกับพวกเชื้อสายโปรตุเกสถือศาสนาคริสตัง ซึ่งเข้ามาจากเมืองกาญจนบุรี จึงเกิดมีหมู่บ้านญวณและวัดญวณขึ้นที่เมืองกาญจนบุรีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทรงพิจารณาแก้ปัญหาเหตุเนื่องจากอังกฤษขอกำลังจากไทยไปช่วยรบพม่า

พุทธศักราช 368 ในแผ่นที่ของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 อังกฤษพยายามขอร้องให้ไทยช่วยรบกับพม่า พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์อย่างล้ำเลิศพระองค์ไม่ทรงยินดีในการร่วมมือกับอังกฤษในการประกาศสงคราม ครั้งหนึ่งเพื่อมิให้เสียพระราชไมตรี พระองคืจึงไปโปรดเกล้าให้เจ้าพระยามหาโยธานำกองทัพกำลังประมาณ        5,000 คนเดินทางไปทางเรือไปสุ่กาญจนบุรีและปเมืองเมาะตะมะทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ทรงดำริให้ประวิงเวลามิใช่ไปรบโดยตรงเพียงไปช่วยรักษาเมืองที่ดีได้โดยมอต้องจัดกำลังไปแนวรบ และได้ถือโอกาสตรวจแนวชายแดนไทยในโอกาศเดียวกัน ฝ่ายอังกฤษก็ดีใจที่ได้กำลังทหารไทยระวังส่วนหลังไว้ให้ ด้วยเหตุที่อังกฤษจะเอาใจไทยเมื่อพม่ายอมลงสัญญายอมแพ้ปลายปี พ.ศ. 2368 มีอยู่ 11 ข้อ ในข้อ 10 เขียนไว้ว่า “พระเจ้ากรุงสยามผู้เป็นสัมพันธ์มิตรจะต้องได้รับประโยชน์ในสัญญานี้ด้วย” ร้อยเอกเบอร์นีเสนอเรื่องการถวายเมืองเมาะตะมะให้กับพระเจ้ากรุงสยาม สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบจากเสนาบดีฝ่ายไทยพระประสงค์ของพระองค์ท่านไม่ต้องการดินแดนและที่ได้ทรงกระทำไปก็ด้วยมิให้ขัดใจฝ่ายอังกฤษที่มารบเร้าอยู่ตลอดเวลาให้รบกับพม่าให้จงได้พระองค์ทรงพิจารณาอย่างรอบคอบมีเหตุผลในการที่ไม่ยอมรับ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรัสผ่านเสนาบดีฝ่ายไทยแจ้งให้ฝ่ายอังกฤษ โดยผ่านร้อยเอกเบอร์นีพอรวบรวมในหนังสือปฏิเสธโดยมิให้เสียน้ำใจว่า “เมืองเมาะตะมะอยู่ห่างกรุงเทพฯไม่ติดต่อกับแดนไทย ถึงได้เมืองเมาะตะมะจะรักษาไว้ได้ยาก ไพร่บ้านพลเมืองของเมืองนั้นคงไม่พอใจไทย ขณะนี้อังกฤษกับพม่าก็เลิกทำสงครามกันแล้ว เรื่องเมืองเมาะตะมะนั้นขอให้อังกฤษเอาไว้ในปกครองเถิด”

เงินถุงแดงของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทำสงครามกับญวณเสด็จสิ้นแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2390 จวนใกล้สิ้นรัชกาลทรงห่วงใยบ้านเมืองในอนาคต ได้พระราชดำรัสว่า “การสงครามข้างญวณพม่าเห็นจะไม่มีแล้ว จะมีแต่ข้างพวกฝรั่งให้ระวังไว้ให้ดีอย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าได้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว” ระหว่างพระองค์ทรงกรมอยู่นั้นได้ติดต่อค้าขายด้วยเรือสำเภาไปยังเมืองจีนจนร่ำรวย กระทั่งสามารถนำเงินนี้เอาไปช่วยเหลือในกิจการบ้านเมืองได้บ้าง เงินทองนี้พระองค์ทรงหาได้มาก็คงเก็บไว้ในถุงสีแดง จึงเรียกกันทั่วไปว่า “เงินถุงแดง” และเงินถุงแดงนี้จำนวนหนึ่งได้เก็บไว้เป็นส่วนพระองค์ด้วย พระราชวินิจฉัยอนาคตเกี่ยวกับพวกฝรั่งไว้ว่า คงจะต้องรังแกข่มเหงไทยเป็นแน่แท้ จึงมีพระราชดำรัสไว้กับผู้ใกล้ชิดว่า “เงินถุงแดงนี้เก็บเอาไว้ถ่ายบ้านถ่ายเมืองเถิด” และก็เป็นจริงตามที่ทรงทำนายไว้ กล่าวคือ ฝรั่งเศสพวกล่าเมืองขึ้นได้นำเรือมายึดเมืองจันทบุรี และตราดในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ.2436) กองทัพไทย กองทัพไทยได้สู้ระยะหนึ่งจึงสงบศึก ฝรั่งเศสถือโอกาสได้เปรียบจึงยื่นสัญญาปรับสินไหมหกล้านบาท ทำขวัญทหารฝรั่งเศลหนึ่งล้านบาท (งบประมาณของประเทศสมัยนั้นเพียง 16 ล้านบาทต่อปี)“เงินถุงแดงของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้นำมาไถ่บ้านไถ่เมือง ตามที่ทรงทำนายไว้ทุกประการ”

ทรงพระประชวร – สวรรคต

                พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรมาตั้งแต่ เดือน 10 ปีจอ พุทธศักราช 2393 จนถึงวันพุธ ที่ 2 เมษายน ขึ้น 1ค่ำ เดือน 5 ปีกุน พุทธศักราช 2394 เวลา 8 ทุ่ม 5 บาท จึงเสด็จสวรรคต รวมพระชนมายุได้ 63 พรรษา กับ 11 วัน เสด็จดำรงในสิริราชสมบัติมาเป็นเวลา 25 ปี 7 เดือน 23 วัน

                ราชสกุลในรัชกาลที่ 3

                สำหรับสายราชสกุลที่สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่3) นั้นมีทั้งสิ้น 13 มหาสาขา โดยที่ทรงมีพระราชโอรส 22 พระองค์ พระราชธิดา 29 พระองค์ รวม 51 พระองค์ จากเจ้าจอมมารดา 35 ท่าน ในจำนวนนี้ประสูติก่อนบรมราชาภิเษกเสีย 38 พระองค์ และเมื่อบรมราชาภิเษกแล้ว 13 พระองค์และโดยที่เจ้าจอมทุกท่านเป็นสามัญชน พระองค์ท่านจึงมิได้สถาปนาเป็นพระมเหสี พระราชโอรสพระราชธิดาทุกพระองค์ท่าน แม้ว่าพระราชโอรสพระราชธิดาบางพระองค์ ผู้ประสูติก่อนบรมราชาภิเษกจะมีพระอิสริยยศเพียงหม่อมเจ้าเมื่อแรกประสูติก็ตาม แต่ภายหลังบรมราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว พระราชโอรสพระราชธิดาทุกพระองค์ก็ทรงพระอิสริยยศเป็นพระองค์เจ้าเสมอกัน ในจำนวนพระราชโอรส 22 พระองค์มีเพียง 13 พระองค์ที่ได้มีพระราชโอรส – พระนัดดา สืบสายต่อเนื่องมาจนได้ขอพระราชทานนามสกุล ปรากฏดังนี้

                ศิริวงศ์                     โกเมน                    คเนจร                     งอนรถ                   ลดาวัลย์                  ชุมสาย

                ปิยากร                    อุไรพงศ์                 อรณพ                     ลำยอง                     สุบรรณ                  สิงหรา

                ชมพุนุท

 

พระหมากษัตริย์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เสด็จเมืองกาญจนบุรี

                พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระนิพนธ์ “เสด็จประพาสไทรโยค” กล่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินในสมัยรัตนโกสินทร์ เสด็จเมืองกาญจนบุรีทุกพระองค์ ควรนับว่าเมืองกาญจนบุรีเป็นเมืองชัยภูมิมงคลดี ยกเสียแต่กรุงเก่ากับปากน้ำแล้วไม่มีเมืองอื่นจะเหมือน พระมหากษัตริย์ที่เสด็จมาเมืองกาญจนบุรี ดังนี้

                รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จมาเมืองกาญจนบุรี 5 ครั้ง

                                พ.ศ. 2328 เสด็จทรงตรวจเยี่ยมกองทัพไทยที่ทุ่งลาดหญ้า คราวสงคราม 9 ทัพ

                                พ.ศ. 2329 เสด็จยกทัพเรือมารบกับพม่าที่ท่าดินแดง และสามสบ เขตเมืองสังขละบุรี

                                พ.ศ. 2330 เสด็จยกกองทพไปตีเมืองทวายทางช่องเขาสูง เขตเมืองไทรโยค

(องเซียงสือซึ่งมาพึ่งบรมโพธิสมภาร ได้ตามเสด็จมาในขบวนทัพนี้ด้วย)

                                พ.ศ. 2335 เสด็จยกทัพเข้าเมืองทวายนำเจ้าทวายและครอบครัวมากรุงเทพฯ

                                พ.ศ. 2336 เสด็จยกทัพเข้าตีเมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี ค่ายหลวงอยู่ที่ริมแม่น้ำแควน้อยที่บ้านหินดาด

รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จมาเมืองกาญจนบุรี 5 ครั้ง

                                พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งยังเป็นกรมขุนอิศรสุนทร ได้เป็นยกบัตรทัพไปตีเมืองทวาย และตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เสมอทุกครั้งด้วยท่านไม่เคยจากกันเลย

รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมาเมืองกาญจนบุรี 2 ครั้ง

                                พ.ศ. 2359 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นแม่ทัพพร้อมกับพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าทับ (ร.3) มารับครัวมอญที่ยกเข้าทางด่านพระเจดีย์สามองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามกุฏ (ร.4) และกรมหลวงพิทักษ์มนตรี (พระอนุชา ร.3) เสด็จมาด้วย

                                พ.ศ.2363 เสด็จมาขัดตาทัพที่เมืองกาญจนบุรี ขณะทรงดำรงตำแหน่งเป็นกรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ โปรดเกล้าให้นำทัพมาลาดตะเวนชายแดน ไทย – พม่า ซึ่งเรียกว่าขัดตาทัพ พระองค์ได้นำกองทัพมาตั้งอยู่ที่บ้านลิ้นช้าง

(บริเวณพื้นที่ระหว่างแควน้อยแควใหญ่มาบรรจบกันซึ่งเป็นต้นแม่น้ำแม่กลอง)

                รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมากาญจนบุรี 2 ครั้ง

                                พ.ศ. 2359 เสด็จรับครัวมอญ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมเด็จพระลูกยาเธอเจ้าฟ้า

มกุฏ ขณะนั้นพระชนมายุได้ 13 ปี เสด็จพร้อมกับพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าทับ

(ร.3) และกรมหลวงพิทักษ์มนตรี

                พ.ศ. 2408 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2408 เสด็จจากราชบุรีมาเมืองกาญจนบุรีประทับพักแรมอยู่ 5 คืนและได้ทอดพระเนตรสถานที่สำคัญหลายแห่งทรงเยี่ยมราษฎรตามหมู่บ้านที่เสด็จผ่าน พลับพลาดที่ทรงประทับแรมมี ดังนี้

                 1. พลับพลา ที่บ้านชุกกุ่ม

                 2. พลับพลา ที่เมืองกาญจนบุรี

                 3. พลับพลา ที่บ้านหนองขาว

                 4. พลับพลา ที่พระแท่นดงรัง

                 5. พลับพลา ที่ห้วยกระบอก

                มีเรื่องตอนหนึ่งในระหว่างประพาสที่บ้านหนองขาวราษฏรเข้าเฝ้าราษฏรกลุ่มหนึ่งได้พาหลานชายหญิงเข้าเฝ้าทั้งสองข้าง บรรดาถวายของป่าที่หามาได้ก็ทรงปราศรัยด้วยพระราชทานเงินคนชรา คนพิการและคนที่ถวายของบ้าง ทรงไต่ถามเรื่องทุกข์สุขของราษฎร ราษฎรได้ร้องทุกข์ว่าพระยากาญจนบุรีเบียดเบียนได้รับความเดือดร้อนนัก ได้ทรงทราบดังนี้เป็นหลายราย เมื่อเสด็จกลับพระนครแล้วรับสั่งให้เจ้าพนักงานถอดเจ้าเมืองกาญจนบุรีออกเสีย

                รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาเมืองกาญจนบุรี 5 ครั้ง

                                พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประทานคำอธิบายพระราชนิพนธ์ไว้ดังนี้ หนังสือระยะทางเสด็จพระราชดำเนินตามลำน้ำแควน้อบแขวงเมืองกาญจนบุรีตลอดจนถึงไทรโยคฉบับนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไว้เสด็จพระราชดำเนินเมื่อปีฉลูทศก จุลศักราช 1239 ตรงกับ พ.ศ. 2420 ในลำน้ำแควน้อยนี้เป็นที่สนุกสนานน่าชม แต่เป็นทางลำบากไปมาด้วยยาก เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังที่เช่นนี้ จึงทรงพระราชนิพนธ์หมายเหตุระยะทางสำหรับชนภายหลังได้ทราบเรื่อง แม้มิได้ไปเองก็อาจทราบความเป็นไปของภูมิประเทศเหล่านั้นได้

                ครั้งที่ 1 เสด็จฯ มากาญจนบุรีกับพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2408 เมื่อพระชนมายุได้ 12 พรรษา

                ครั้งที่ 2 เสด็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2416 เสด็จทางชลมารคด้วยเรือกลไฟทางทะเลไปขึ้นที่เมืองราชบุรี แล้วเสด็จทางสถลมารคไปลงเรือที่สะคร้อลงมาเมืองกาญจนบุรี

                ครั้งที่ 3 เสด็จวันที่ 17 มกราคม 2520 เสด็จพระราชดำเนินจากกรุงเทพฯทางชลมารค สถลมารคประทับรถยนต์ และทรงม้าเสด็จถึงน้ำตกไทรโยค

                การเสด็จครั้งนี้ได้ประทับพักชั่วคราวที่พลับพลาบ้านหนองขาวมีประชาชนเข้าเฝ้าชื่นชมพระบารมีเช่นเคยทรงบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า “ที่บ้านหนองขาวนี้ราษฎรมาหาประมาณ 200 คนเป็นผู้หญิงเด็กเกือบทั้งนั้น พวกนี้เคยมาเฝ้าแค่ครั้งทูลกระหม่อมเสด็จมาเมื่อปีชวดศกของกำนันมีข้าวหลามข้ามโพดทุกราย ได้ข้าวหลามร้อยลำ ได้แจกเงินให้ทั่วกันเหมือนคราวก่อนสนทนาปราสัยกันตามเคย ชาวบ้านพวกนี้กล้ามากร้องกล่าวโทษมูลนายไปต่างๆ ที่บ้านหนองขาวนี้เป็นบ้านใหญ่ มีข้าวมีนามาก เมื่อมาเห็นฟ่อนข้าวยังกองอยู่ไม่ได้นวดมากและเมืองกาญจนบุรีก็ได้อาศัยข้าวบ้านหนองขาวบ้านน้อยใช้มาก”

                ครั้งที่ 4 เสด็จเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2431 ทรงเสด็จมาอย่างเดียวกับครั้งที่ 3 เว้นแต่ตำบลที่พักแรมเปลี่ยนแปลงไปจากคราวก่อน

                ครั้งที่ 5 เสด็จเมื่องันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2452 ประทับแรมที่เมืองกาญจนบุรีเสด็จลำน้ำแควน้อยไปยังลำชี ประทับแรมอยู่ที่เมืองกาญจนบุรี หลังจากนั้นเสด็จไปเมืองเพชรบุรี

รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาเมืองกาญจนบุรี 2 ครั้ง

                ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2431 เสด็จประพาสไทรโยคกับสมเด็จพระราชบิดา (ร.5) และพระราชมารดา เมื่อยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราวุธ

                ครั้งที่ 2 เสด็จทางสถลมารค จากพระราชวังสนามจันทร์จังหวัดนครปฐม เพื่อทรงสำรวจเจดีย์ยุทธหัตถี เมืองกาญจนบุรี สุพรรณบุรี การเสด็จครั้งนี้มีเสือป่ากรมราบหลวงรักษาพระองค์ นอกจากสำรวจเจดีย์ยุทธหัตถีแล้ว ยังฝึกการเดินทางไกลของเสือป่าด้วย ได้เสด็จตามเส้นทางพระราชวังสนามจันทร์ บ้านหนองกระทุ่ม เมืองกำแพงแสน

(ประทับแรม) บ้านหนองตัดสาก บ้านบ่อสุพรรณ (ประทับแรม) เสด็จต่อเมืองกาญจนบุรีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2456 เสด็จประทับร้อนที่บ้านตะพังตรุ แล้วเสด็จต่อไปประทับแรมบ้านดอนมะขาม (ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านอยู่ในตำบลพนมทวน อำเภอพนมทวน จังหวัด กาญจนบุรี) รุ่งขึ้นเสด็จไปบ้านจรเข้สามพัน เมืองอู่ทอง บ้านโข้ง บ้านดอนระฆัง ถึงบ้านดอนเจดีย์ พบเจดีย์ยุทธหัตถีที่บ้านดอนเจดีย์ เมื่อทรงกระทำพิธีกรรมต่างๆ แล้ว ได้เสด็จกลับเส้นทางเดิมทางเดิม เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2456

                วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2456 เสด็จจากบ้านวังไชย ถึงที่ประทับแรมบ้านทวน (ปัจจุบันสถานที่นี้เป็นที่ตั้งโรงสีข้าว) ตั้งอยู่หลังวัดบ้านทวนคนละฟากคลอง

                วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2456 เสด็จจากที่ประทับแรมบ้านทวน ถึงที่ประทับร้อนบ้านหนองขาวแล้วเสด็จต่อถึงเมืองกาญจนบุรี ประทับแรมที่กรมทหารราบที่ 4 (ปัจจุบันคือที่ตั้งโรงงานกระดาษไทย)

                วันที่ 3 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2456 เสด็จทางชลมารคจากเมืองกาญจนบุรี ไปประทับแรมที่บ้านโป่ง 2 คืน แล้วต่อถึงพระราชวังสนามจันทร์เมื่อฝึกซ้อมยุทธวิธีเสือป่าประจำปี ต่อไป

เพิ่มเติมเหตุการณ์ตอนหนึ่งในการเข้าตีเมืองทวาย  พ.ศ.2336

                เหตุการณ์รบปี พ.ศ.2336ระหว่างที่กองทัพหลวงกองทัยเมืองกาญจน์ คือ พระยา กาญจนบุรีได้จัดทัพมีกำลังทหารจากเมืองกาญจน์กองทัพพระยากาญจนบุรีได้รบพุ่งกับกองทัพพม่าเพื่อเข้ายึดเมืองทวาร แต่โชคร้ายพระยาเมืองกาญจนบุรีถูกปืนตายในที่รบนับเป็นเกียติประวัติของชาวเมืองกาญจน์เป็นอีกครั้ง

                เหตุการณ์ตอนต่อไปเสนอเพื่อให้ทราบว่า  ก่อนสงครามกับพม่าปี พ.ศ.2336 มีเรื่องเกี่ยวกับเมืองทวายที่ต้องทราบประวัติสำคัญไว้ดังนี้

                ในเวลานั้นไทยที่พม่ากวาดต้อนเป็นเฉลยไปเมื่อครั้งตีกรุงเก่าได้ยังตกอยุ่ที่เมืองทวายหลายคน ที่สำคัญคือพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้าหญิง (อันมีพระนามกรมปรากฎต่อมาว่า เจ้าฟ้ากรมขุนรามินทรสุดาซึ่งเป็นพระธิดาของพระเจ้ารามณรงค์ผูเป็นพระเชษฐาธิบดี ทรงผนวชเป็นรูปชีอยู่ที่ในเมืองทวาย) พระยาทวายทราบความจึงเชิญเสด็จไปทะนุบำรุงไว้ แล้วให้แต่งอักษรสาส์นจารึก ในแผ่นสุพรรณบัฎกับทั้งมีศุภอักษรชี้แจงความถึงเสนาบดีไทย และให้จัดเครื่องราชบรรณาการตามแบบแผนประเพณีการสามิภักดิ์ของเพศพม่า คือต้นม้ทองเงินและนางทวายอันมีสกุลสูงเป็นนางเอก 1 นางโท 2 พร้อมด้วยสาวใช้ข้าคนอีก 57 รวมเป็น 60 คนเป็นของทวาย แล้วแต่งให้กรมการผู้ใหย่ในเมืองทวายและเมืองตะนาวศรี เมืองมะริตรวมกัน 3 คน เป็นทูตเชิญลายพระหัตถ์ของพระเจ้าหลานเธอกับทั้งสุพรรณบัฎและศุภอักษรถึงเสนาบดี และคุมเครื่องราชบรรณาการเข้ามาทางกาญจบุรีกับพระสงฆ์ 10 รูป มีพระมหาแทนเป็นพระภิกษุไทยแต่ครั้งกรุงเก่าอยู่ในจำนวนนั้นด้วยรูป 1 ให้มาเป็นพยานความสัตว์สุจริตของพระยาทวาย

                ทูตเมืองทวายมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อ ณ.วันเสาร์ เดือน 4 แรม 3 ค่ำปีกุน พ.ศ.2334 ความในหนังสือที่มีมาว่า พระยาทวายได้ทำราชการถวายได้ทำราชการถวายพระเจ้าอังวะมาแต่ชั้นปู่และบิดา หาได้มีความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ เหตุเพราะพระเจ้าปดุงไม่ตั้งอยู่ในราชธรรมให้มังจะเลสูลงมาเป็นผู้สำเร็จราชการที่เมืองตะนาวศรีเนืองๆ เป็นเงินถึง 200-300 ชั่ง ราษฎรชาวเมืองได้รับความเดือดร้อน แล้วมิหนำซ้ำแต่งให้มะรุวอนโบคุมกำลัง 300 ลง มาเป็นเจ้าเมืองทวาย จะให้ถอดพระยาทวายเสีย พระยาทวายให้ปลัดคุม 500 ยกไปพบมะรุวอนโบกลางทางเกิดรบพุ่งกับฆ่าฟันมะรุวอนโบกับไพร่ตายหมดทั้งสิ้นพระเจ้าปดุงจะให้ยกทัพลงมาดีเมืองทวาย พระยาทวายไม่มีที่พึ่งจึงมาพร้อมใจกับพระยาตะนาวศรีพระยามะริดทั้ง 3 เมือง ขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมากรุงเทพพระมหานครดังแต่ก่อน ขอพระราชทานกองทัพไปช่วยรักษาเมืองทวายไว้ และเมืองพสิมมาถวายให้จงได้

                การที่ถวาย เมืองตะนาวศรีเมืองมะริด มาสามิภักดิ์ก็เป็นอันสมดังทรงพระราชดำริมาแต่ก่อน จึงโปรดให้รับทูตเข้าเฝ้าที่ชาลาหน้ามุขเด็จพระมหาปราสาท แล้วให้เสนาบดีมีศุภอักษรตอบรับเมืองทวายเมืองตะนาวศรี และเมืองมะริดตามราชประเพณีครั้นทูตทวายกราบถวายบังคมลากลับไป ถึงปีชวด พ.ศ.2335 จึงโปรดให้เกณฑ์กองทัพหัวเมืองเป็นจำนวนพล 5,000 ให้พระยายมราชเป็นแม่ทัพยกทัพออกไปช่วยรักาเมืองทวายและให้เชิญพานทองเครื่องยศไปพระราชทานพระยาทวายด้วย เมื่อกองทัพพระยายมราชยกไปแล้ว ในปลายปีชวดนั้นก็เสด็จยกกองทัพหลวงโดยกระบวนเรือพร้อมด้วยกรมพระราชวังบวรฯไปยังกาญจนบุรี ตั้งพลับพลาที่ประดับทางลำน้ำน้อย (จะเป็นที่เมืองไทรโยค หรือตำบลใดหาปรากฎไม่) คอยทรงฟังข้อราชการที่จะเกิดขึ้นทางเมืองทวายอยู่ ณ ที่นั้น

                ฝ่ายพระยามราชยกกองทัพไปถึงเมืองทวาย พระยาทวายก็ให้กรมการออกมาต้อนรับและส่งสะเบียงอาหารให้กองทัพแต่ตัวพระยาทวายเองไม่ออกมาหาเสนาบดีผู้เป็นแม่ทัพถึงต้องต่อว่าชี้แจงแบบธรรมเนียมให้ทราบ พระยาทวายจึงได้ออกมาเคารพต่อพระยายมราชตามประเพณี พระยายมราชให้พระราชรองเมืองคุมพลเข้าไปตั้งอยู่ในกำแพงเมืองทวายกอง 1 ส่วนกองทัพพระยายมราชนั้นตั้งค่ายอยู่ข้างนอกเมือง แล้วให้จัดส่งเจ้าฟ้าหลานเธอกับพวกไทยที่ตกค้างอยู่ที่เมืองทวาย มีพระราชาพิมลกรมภูษามาลาครั้งกรุงเก่าเป็นต้น เข้ามายังค่ายหลวงที่แม่น่ช้ำน้อยและมีใบบอกรายงานทั้งปวงเข้ามากราบบังคมทูลทุกประการ

                ในเรื่องความที่ปรากฎว่า พระยาทวายไม่ออกมาหาพระยายมราชเป็นข้อสำคัญซึ่งควรจะสังเกตอยู่อย่าง 1 ด้วยการที่เมืองทวายมาสามิภักดิ์ต่อไทยครั้งนั้น มูลเหตุเกิดขึ้นด้วยตัวพระยาทวาย เพราะพม่าจะถอดเสียจากเจ้าเมืองจึงเอาใจออกห่างจากพม่า เมื่อมาขอขึ้นต่อไทย ทำนองพระยาทวายจะมั่นหมายมักใหญ่ไฝ่สูงให้ไทยยกขึ้นเป็นเจ้าประเทศราช จึงได้แต่งทูตถือสุพรรณบัฏมาอย่างราชทูตจำทูลพระราสาส์น ครั้นได้ทราบว่าพระราชทานบำเหน็จเพียงพระยามหานครตามธรรมเนียมในกฏมนเฑียรบาลมิได้ยกขึ้นเป้นเจ้าจุงออกมาหาพระยายมราชเป็นการแสดงความไม่พอใจให้ปรากฏเป็นครั้งแรก เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงทราบความตามใบบอกของพระยายมราชเห็นจะทรงแคลงพระราชหฤทัย ในท่วงมีกิริยาของพระยาทวาย ครั้นทรงรับพระเจ้าหลานเธอส่งมายังกรุงเทพฯแล้วจึงมีรับสั่งให้กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จออกไปถึงเมืองทวายนั้นพิเคราะห์ดูชัยภูมิเห็นว่าไทยเสียเปรียบพม่ามากนักเพราะพม่าอาจมาถึงง่ายกว่าที่ไทยจะไปถึง ถ้าพม่ายกมาตีถึงไทยจะรักษาเมืองทวายไว้ได้ในความนี้ ต่อไปภายหน้าก็คงรักษาไว้ไม่ได้ อนึ่งวิเคราะห์ดูกริยาอาการของพระยาทวายท่วงทีก็ยังกระด่าวกระเดื่องไม่น่าไว้ใจ จะขอพระราชทานทำลายเมืองทวาย และกวาดต้อนผู้คนเมืองเข้ามาเสียให้หมดอย่าให้เป็นกำลังของพม่าต่อไป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงทราบก็ทรงขัดเคือง ด้วยพระราชประสงค์จะตีเมืองพม่าต่อไป จึงมีรับสั่งให้ตอบไปว่า พม่ายกไปตีกรุง (เก่า) กวาดต้อนครอบครัวชาวกรุงและพี่น้องขึ้นไปไว้ที่เมืองทวายเมืองเดียวดอกหรือ (จึงคิดจะทำลายแต่เมืองทวายเท่านั้น) เมืองอังวะและเมืองอื่นๆ  ไทยชาวกรุงไม่มีหรือ ไม่ช่วยเกียจแค้นขึ้งโกรธบ้างเลยได้เมืองทวายจะได้เอาไว้เป็นเมืองพักผู้คนไว้เสบียงอาหารเป็นกำลังข้าศึกต่อไป มีรับสั่งห้ามไปมิให้รื้อทำลายเมืองทวายและกวาดครอบครัวเข้ามาให้รักาเมืองระวังเหตุการณ์ให้มั่นคงจงดี แต่หนังสือรับสั่งที่ว่ามานี่ออกไปถึงไม่ทันที่จะป้องกันเหตุการณ์ ด้วยเมื่อกรมพระราชวังบวรฯ ดำรัสสั่งให้บอกขอกวาดครอบครัวและทำลายเมืองทวายเข้ามาแล้ว ทางโน้นพวกขุนนางที่ไปตามเสด็จกรมพระราชวังบวรฯเข้าใจว่า คงจะมีท้องตราอนุญาติตามพระราชวังบวรฯ ต่างก็ขวายหาครอบครัวทวายหมายจะเอามาใช้สอยมาเป็นประโยชน์ของตน ถึงมีพวกที่ล่วงหน้าพาครัวทวายเข้ามาจนถึงลำน้ำน้อย ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ทรงพระพิโรธ ดำรัสสั่งให้ข้าหลวงออกเที่ยวติดตามจับกุมเอาตัวพวกขุนนางเหล่านั้นมาลงพระราชอาญาแล้วให้ปล่อยครัวทวายกลับคืนไป แต่ทางข้างเมืองทวายพวกพลเมืองเกิดสะดุ้งสะเทือนกันเสียทั่วไปแล้ว ขณะนั้นมีชายไทยคน 1 ชื่อมา เรียกว่าตามา ถูกพม่ากวาดเป็นเชลยไปจากกรุงเก่า ทำนองจะไปมีบุตรภรรยาอยู่ในเมืองทวาย ตามาได้คุ้นเคยกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแต่เมื่อครั้งกรุงเก่า มากราบทูลความลับแก่กรมพระราชวังบวรฯ ว่าพระยาทวายได่ข่าวว่าพระเจ้าปดุงจะเอาสตุแมงกองผู้บิดาประหารชีวิตพระยาทวายเสียใจคิดรวมเรหาสามิภักดิ์แน่นอนเหมือนแต่ก่อนไม่ และทราบว่าพระยาทวายให้ปลัดต่ายกับมังนุน้องชายคุมไพร่เข้ามาตรวจตราที่ไทยจะไปมา ว่าพม่ายกกองทัพลงมาเมื่อใดจะให้ล้มไม้ทับทางเสียแล้วจะยกข้าปล้นกองทัพไทยที่รักษาเมืองทวาย กรมพระราชวังบวรฯ จึงตรัสสั่งให้ส่งตัวตามาเข้ามาในค่ายหลวงที่วังน้ำน้อย ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงทราบตามที่ตามากราบบังคมทูลฯ และทรงทราบว่าเวลานั้นปลัดต่ายกับมังนุเข้ามาจนถึงในแดนไทยแล้ว จึงดำรัสให้ข้าหลวงไปจับมาหมดทั้งนายไพร่ให้ถามปลัดต่ายกับมังนุให้การว่าได้มาเที่ยวเล่นแล้วก็เลยเข้ามาในแดนไทย ทรงพระราชดำริเห็นเป็นข้อพิรุธจึงให้เอาตัวคุมไว้ทั้งพวก แล้วมีพระราชคำสั่งไปยังพระราชวังบวรฯ ว่าจะไว้ใตพระยาทวายต่อไปไม่ได้ ให้ส่งตัวมังจันจาพระยาทวายกับกรมการที่เป็นพรรคพวกเข้ามาเสีย จะทรงชุบเลี้ยงให้ทำราชการอยู่ในกรุงเทพฯทางโน้นให้ตั้งกรมการผู้ใหญ่ผู้ที่เป็นบิดานางทวายที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯเป็นพระยาว่าราชการเมืองทวายต่อไป กรมพระราชวังบวรฯ ทรงจัดการตามกระแสรับสั่งเสร็จแล้วก็กลับมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุโลก จึงเสด็จยกกองทัพหลวงกลับมายังพระนครพร้อมด้วยกรมพระยาราชวังบวรฯ เพื่จะได้ตระเตรียมการที่จะตีเมืองพม่าต่อไป และครอบครัวพระยาทวายที่ส่งเข้ามาครั้งนั้นพระราชทานที่ให้คชตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลคอกกระบือ จึงได้เรียกว่าบ้านทวาย อยู่ใกล้วัดยานนาวาทุกวันนี้