เมื่อพุทธศักราช 2328 พม่าได้ยกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้มีพระราชบัญชาในสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาถซึ่งเป็นพระอนุชาธิราชได้ยกทัพมาตั้งรับที่เมืองกาญจนบุรี (เมืองกาญจนบุรีสมัยนั้นตั้งอยู่ที่ตำบลลาดหญ้า) การทำศึกครั้งนี้เรียกว่า “สงครามเก้าทัพ” มีการสู้รบกันเป็นบริเวณกว้างผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก

     “อีหรอก” เป็นหญิงที่มีใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญได้นำพาพวกพ้อง...พี่น้อง....ลูกหลาน ฝ่าสมรภูมิรบ ขนเสบียงขึ้นเกวียนเดินทางลัดเลาะเลียบแม่น้ำลำตะเพินขึ้นมาเรื่อยๆ ผ่านป่าที่อุดมสมบูรณ์ จนมาพบทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เหมาะแก่การทำนาและเลี้ยงสัตว์จึงหยุดพักและคิดว่าบริเวณนี้คงปลอดภัยจากการทำศึกแล้วจึงลงหลักปักฐาน

     ต่อมามีคนมาเที่ยวป่าล่าสัตว์ได้พบนาข้าวกว้างใหญ่อยู่กลางป่าจึงเรียกบริเวณนี้ว่า “ทุ่งนาอีหรอก” หรือ “ทุ่งอีหรอก”    “อีหรอก” ปกครองลูกหลานอย่างมีความสุขและเป็นผู้นำการทำนาอย่างแข็งขันจนเป็นที่กล่าวขานของผู้คนในยุคนั้นว่า “พื้นนาอุดมสมบูรณ์ข้าวที่ดีต้องเป็นข้าวที่มาจาก ทุ่งอีหรอก เท่านั้น

     “อีหรอก” ได้มีการคบค้าแลกเปลี่ยนสิ่งของจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป “อีหรอก” มีลูกหลานมากมาย .... และก่อนจะสิ้นลมหายใจได้สั่งลูกหลานให้ดูแลรักษาทุ่งนาพื้นที่นี้ไว้ให้ดี ไม่ต้องหนีไปไหนอีกในสมัยรัชกาลที่ 6 ชาวบ้านเห็นว่าชื่อ “บ้านทุ่งอีหรอก” เป็นภาษาที่ไม่สุภาพจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นความผู้นำที่กล้าหาญมาจนถึงทุกวันนี้

 

แหล่งอ้างอิง

     นายพิษณุ สุวรรณอิม (ผู้ให้ข้อมูล)