ความเป็นมาของจังหวัดสุพรรณบุรี

 

         จังหวัดสุพรรณบุรีมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานนับพันปี จากการศึกษาค้นคว้าด้านโบราณคดีพบว่า  มีชุมชนอยู่อาศัยในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีมาตั้งแต่ก่อนสมัยประวัติศาสตร์ เป็นต้นมา โดยได้ค้นคว้าหลักฐาน เครื่องมือหินประเภทต่างๆ แสดงให้เห็นว่าประมาณ ๓,๐๐๐ปีที่แล้ว ได้มีมนุษย์อาศัยอยู่เป็นชุมนุมแล้ว โดยทั่วไปในบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งในเขตอำเภอเมือง อำเภออู่ทอง อำเภอดอนเจดีย์ และได้มีการพัฒนาต่อเนื่องมา

 

         ในสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น มีบันทึกทางด้านศาสนาหลายฉบับกล่าวถึงดินแดนที่เรียกว่า สุวรรณภูมิเช่น ในคัมภีร์ทีปวงศ์ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ได้เผยแพร่พุทธศาสนาไปยังดินแดนต่างๆ แปดแห่ง ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นพระโสณะเถระและพระอุดตตรเถระได้เดินทางไปยังดินแดนสุวรรณภูมิ นักประวัติศาสตร์โบราณคดีเชื่อว่า ดินแดงที่รียกว่าสุวรรรณภูมิ คือดินแดงที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน โดยมีเมืองโบราณที่อำเภออู่ทอง เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งพบหลักฐานหลายอย่างที่เมืองโบราณแห่งนี้ทั้งโบราณวัตถุในพระพุทธศาสนาและโบราณวัตถุที่นำมาจากต่างแดน เช่น ชิ้นส่วนพระพุทธรูป เหรียญกษาปณ์โรมันรูปจักรพรรดิวิคโตริอุส และพบลูกปัดหินลูกปัดแก้วอีกจำนวนมากเป็นต้น แสดงให้เห็นว่าเมืองโบราณที่อำเภออู่ทอง น่าจะเป็นเมืองดินแดนของอำเภอสุวรรณภูมิและได้มีการติดต่อค้าหายกับดินแดนที่ห่างไกลออกไป

 

         ในสมัยต่อมาได้มีเอกสารบันทึกการเดินทางพระภิกษุจีนชื่อเหี้ยนจังหรือพระถังซำจั๋ง เดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่อินเดียได้กล่าวถึงดินแดนแถบภาคกลางของประเทศไทยเรียกชื่อว่า โถโลโปตี้ ได้พบเหรียญเงินมีจารึก เป็นอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต มีชื่อเมืองทวารดี ที่เมืองโบราณที่อำเภออู่ทองและเมืองโบราณอื่นๆ อีกหลายแห่ง จึงสันนิษบานว่าอาณาจักรทวารดีคือดินแดนที่ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย และเมืองโบราณที่อำเภออู่ทองคงเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองอู่ทอง แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของชุมชนว่ามีการสร้างสรรค์ศิลปะเป็นแบบเฉพาะของตนเองขึ้นมา อาณาจักรทวารวดีมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ หลังจากนั้นก็ค่อยเสื่อมลง เมืองโบราณที่อำเภออู่ทองก็คงล้างไปเมืองคราวนี้

 

         เมืองสุพรรณบุรีมีชื่อปรากฏอีกครั้งในสิลาจารึกหลักที่ ๑ จารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชกล่าวว่า เมืองสุพรรณบุรีอยู่ในพระอำนาจของพระองค์ที่แผ่ขยายลงไปถึงคาบสมุทรในภาคใต้ เมื่อสุโขทัยอ่อนอำนาจลง เมืองสุพรรณบุรีจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี และในเวลาต่อมาผู้ปกคลองจากเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเกี่ยวดองเป็นพระญาติของพระเจ้าอู่ทองกได้ปกครองกรุงศรีอยุธยา

 

         ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองสุพรรรบุรีมีสถานะเป็นเมืองหน้าด่านทางทิศตะวันตกทำให้ต้องรับศึกสงครามหลายครั้ง โดยเฉพาะการสงครามกับพม่าในรัชสมัยของมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสุดท้ายในสงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ ในพ.ศ. ๒๓๑๐

 

         ในสมัยกรุงศรีรัตนโกสินทร์มาปรากฏชื่อเมืองสุพรรณบุรี ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เมื่อสุนทรภู่ได้เดินทางไปเมืองสุพรรณบุรี และได้เขียนบรรยายการเดินทางไว้ในนิราศสุพรรณ เมืองสุพรรณบุรี และได้เขียนบรรยายการเดินทางไว้ในนิราศสุพรรณ เมืองสุพรรณบุรีในสมัยนี้ได้ย้ายเข้ามาตั้งอยุ่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำสุพรรณบุรี ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้มีการปฎิรูปการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองสุพรรณบุรีรวมอยู่ในมณฑลนครไชยศรีและเปลี่ยนมาเป็นจังหวัดสุพรรณบุรีในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ จนถึงปัจจุบัน

 

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชินีนาถเสด็จฯ จังหวัดสุพรรณบุรีนับแต่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จจังหวัดสุพรรณบุรี ทรงเป็นนายพระองค์แรกที่เสด็จสุพรรณบุรี และกราบบังคมทูลรายการพระบาทสมเด็จพระจุลจอลเกล้าเจ้าอยุ่หัวเชิญเสด็จสุพรรณบุรี (ดังในพระราชนิพนธ์เรื่อง ห้ามเจ้าเสด็สุพรรณ) ต่อจากนั้นมาเจ้านายก็เสด็จสุพรรณบุรีเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลดุลยเดชและสมเด้จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จประพาสจังหวัดสุพรรณบุรีครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ พระองค์ได้เสด็จฯไป บวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ทรง ตรวจเยี่ยมกิจการชลประทานที่เขื่อนโพธิ์พระยา ทอดพระเนตรการทำงานด้านสาธารสุขโดยสภากาชาดไทย และทรงเยี่ยมราษฎรที่มารอรับเสด็จฯ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนอย่างใกล้ชิด นำความปราบปลื้มและปิติยินดีแก่การเหล่าพสกนิกรเป็นอย่างยิ่ง

 

         ภาพที่นำเสนอเป็นเพียงส่วนหนึ่งในพระราชจริยาวัตรอันงดงามของทั้งสองพระองค์ ซึ่งภาพเหล่านี้บันทึกไว้โดยประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์และตั้งใจเก็บภาพของพระเจ้าแผ่นดินอันเป็นที่รักและเทิดทุนไว้เป็นที่ระลึกในกาลเสด็จฯ ครั้งกระนั้น

 

         (๓๕) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสจังหวัดสุพรรณบุรีครังแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ ในภาพทรงมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จฯหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี

 

         (๓๖) เรือศุลกากร ๑ ซึ่งเป็นเรือพระที่นั่งในการเสด็จประภาสทางแม่น้ำสุพรรณบุรี ในภาพทั้งสองพระองค์กำลังทรงโบกพระหัตถ์กับประชาชนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จฯสองฝั่งแม่น้ำ

 

         (๓๗) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทอดพระเนตรเขื่อนโพธิ์พระยา ในภาพนายชั่งผู้ควบคุมโครงการสร้างเขื่อนโพธิ์พระยากำลังกราบบังคมทูลรายงาน

 

         (๓๘)-(๓๙) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกล้าภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และทรงเยี่ยมราษฎรที่มาฝ้ารอรับเสด็จฯ ที่ดอนเจดีย์ อำเภอศรีประจันต์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯทรงเปิดพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒

 

         (๔๐) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จลงจากพระราชอาสน์ไปยังพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศมหาราช

 

         (๔๑) ทรงพระสุหร่ายแผ่นป้ายที่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

         (๔๒) บริเวณปะรำ มีข้าราชการและประชาชนร่วมงานเป็นจำนวนมาก

 

         (๔๓)-(๔๔) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ ทรงวางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

 

วิธีชีวิตและการประกอบอาชีพ

 

         วิถีชีวิตของชาวสุพรรณบุรีเป็นไปอย่างเรียบง่าย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำสวน ทำไร่ การประมงน้ำจืดและการเลี้ยงสัตว์ สภาพเศรษฐกิจเป็นแบบแลกเปลี่ยนผลผลิตระหว่างกันแทนการใช้เงิน ถ้าเหลือจึงนำไปขายเพื่อนำเงินไปซื้อสิ่งของที่จำเป็นที่มาจากท้องถิ่นอื่น เช่น เครื่องอุปโภค ยารักษาโรค เป็นต้น

 

         การปลูกสร้างที่อยู่อาศัยจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น บ้านเรือนจึงมักสร้างด้วยไม้ ไม้ไผ่ หลังคามุงจาก แบบของบ้านขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และภูมิประเทศ บ้านที่อยู่บนที่ดอนจะปลูกติดกับพื้นดิน แต่บ้านที่ติดริมน้ำจะยกพื้นใต้ถุนสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม

 

 

ชีวิตประจำวันของชาวชนบท

 

         (๔๗) การจับปลาโดยการยกยอ การประมงหรือการจับสัตว์น้ำแบบยังชีพ ถ้าเหลือก็จะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นของใช้หรือเป็นเงิน

 

(๔๘) จับปลาโดยการตกเบ็ด การจับสัตว์น้ำริมคันนา

 

(๔๙) เรือเร่ ชีวิตประจำวันของชาวเรือที่ต้องอาศัยอยู่บนเรือร่อนเร่ไปเรื่อยๆ

 

(๕๐)-(๕๑) ชาวนากำลังไถนาด้วยกระบือ ที่อำเภอบางปลาม้า และเมื่อเสร็จจากการไถนา ก็จะนำกระบือมาเทียมเกวียนและขับเกวียนกลับบ้าน

 

 

ตลาด

 

ตลาดสด เป็นสถานที่ที่ชาวสวน ชาวนา นำพืชผัก ผลไม้ และสัตว์เลี้ยงที่ปลูกและเลี้ยงไว้มาแลกเปลี่ยนและขายกัน

 

(๕๒) ตลาดสดเทศบาล

 

(๕๓) ตลาดด้านริมน้ำ

 

(๕๔) ตลาดแผงลอย

 

(๕๕) ตลาดทรัพย์สินฯ ซอย ๔

 

(๕๖)-(๕๘) อาคารพาณิชย์ ตั้งอยู่ที่ถนนใบอำเภอเมือง เป็นศูนย์รวมในการจำหน่วยสินค้าจำพวกเครื่องอุปโภค ยารักษาโรค เครื่องใช้ สินค้า ต่างถิ่นและต่างประเทศ เป็นย่านการค้าหลักของเมือง

 

 

ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม

 

จังหวัดสุพรรณบุรีก็เช่นเดียวกับชาวชนบททั่วไปในประเทศไทยที่มีวิถีชีวิตส่วนใหญ่เกี่ยวกับวัดตั้งแต่เกิดจนตาย เช่นการโกนผมไฟให้แก่เด็กคลอดใหม่ การเจริญพระพุทธมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คู่สมรส การทำบุญขึ้นบ้านใหม่ การทำบุญวันเกิด วันขึ้นปีใหม่ การสวดพระอภิธรรมในงานศพ

 

นอกจากนั้นประเพณีหลายอย่างยังมีความสัมพันธ์กับวันสำคัญทางสาสนา เช่น การตักบาตรในวันออกพรรา การทอดผ้าป่า ทอดกฐิน หนุ่มสาวได้มีโอกาสพบกันในงานบุญทำให้เกิดการละเล่นต่างๆ ในเชิงเกี้ยวพาราสี เช่น เล่นเพลงเรือ เพลงอีแวว เพลงลำตัด กลองยาว เป็นต้น จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในด้านมีพ่อเพลง แม่เพลง มีความสามารถเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ เช่น แม่เพลงขวัยจิตร ศรีประจันต์ ได้ยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ นอกจากนี้ยังมีผู้ที่มีชื่อเสียงด้านเป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งอีกเป็นจำนวนมาก เช่น สุรพล สมบัติเจริญ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ พุ่มพวง ดวงจันทร์ เป็นต้น และยังบรมครุทางการดนตรีไทยที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของเมืองไทย คือ ครูดนตรี ตราโมท อีกด้วย

 

         นอกจากนี้ จังหวัดสุพรรณบุรียังมีประเพณีของชาวไทยเชื้อสายต่างๆ เช่น งานทิ้งกระจาดของชาวไทยเชื้อสายจีน งานกำบุญฟ้าและงานบุญของข้าวจี่ของชาวไทย เชื้อสายลาวพวน ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวไทยเชื้อสายลาวโซ่ง ประเพณีไหว้พระแขของชาวไทยเชื้อสายเขมร และประเพรีบายศรีสุ่ขวัญของชาวละว้า เป็นต้น

 

(๕๙) นางสาวบุญชิตร์ ถ่ายเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๐ ไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม ซึ่งเป็นทรงผมของผู้หญิง ลักษณะตัดสั้นหวีเสยไปด้านหลังกันไรผมด้านและลูกผมด้านหลังไม่มีจอนข้างหู

 

  ตมนโยบายของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กำหนดระเบียบเพื่อสร้างความเป็นไทย นำไทยให้ทัดเทียมกับต่างชาติ พลเมืองต้องเลิกกินหมาก เมื่อออกจากบ้านต้องสวมหมวก จนเกิดเป็นวัฒนธรรมมีชื่อเรียกว่า “มาลานำไทย”

 

(๖๐) หญิงสวมหมวกจักสาน

 

 (๖๑) นักเรียนโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดสุพรรณบุรี “สงวนหญิง” ยืนสวมหมวกด้านหน้าอาคารเรียนหลังแรกสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒

 

 (๖๒) การแต่งกายเพื่อไปร่วมงานบุญ หญิงสาวยอยู่ในชุดเสื้อแขนกระบอก ทรงรัดรูป กระดุมผ่าหน้า มีสไบทับ นุ่งผ้าโจงกระเบน

 

 (๖๓) การแต่งกายในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม สตรีนุ่งผ้าซิ่น หรือกระโปรงแทนโจงกระเบน นิยมดัดผม

 

 (๖๔) ข้าราชการสำนักงานที่ดินจังหวัด

 

(๖๕) กำนัน

 

(๖๖) ระดับชนชั้นคหบดี สวมเสื้อราชปะแตน กางเกง ขายาวถือหมวกกะโล่

 

(๖๗) ชายใส่เสื้อป่านแขนกระบอกคอกลม นุ่งผ้าแพรสวมหมวกสักหลาด

 

(๖๘) การทำบุญตากบาตรปีใหม่ ที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ที่หน้าศาลากลางจังหวัดหลังที่ ๒ ในภาพพระเทพวุฒาจารร์ (เปลื้อง) เจ้าอาวาสวัดใหญ่สุวรรณภูมิกำลังรับบอณฑบาตรจากประชาชน

 

(๖๙) การฉลองพัดยศ หลวงพ่อพริ้ง เจ้าอาวาสวัดพร้าวอำเภอเมือง ถ่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒

 

(๗๐) การทำบุญบ้านของยายสนั่น อินทร์พุก ในภาพกำลังถวายสังฆทานแก่พระภิกษุสงฆ์

 

(๗๑)-(๗๒) การแห่นาคก่อนพิธีอุปสมบทขบวนแห่จะประกอบด้วยชุดเครื่องอัฐบริขาร ได้แก่ ธูปเทียน ผ้าไตร บาตร ตาลปัตรย่าม ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีเครื่องดีดี สี ตี เป่า ประโคมตลอดทางและรอบอุโบสถ

 

(๗๓) พิธีทำขวัญนาค นายมังกร สุนทรวิภาตถ่ายก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐

 

(๗๔) ขบวนขัยหมากจากบ้าน เจ้าบ่าว ในภาพจะมีการโห่เอาฤกษ์และตีฆ้องก่อนเคลื่อนขบวนไปยังบ้านเจ้าสาว

 

(๗๕) ขบวนขันหมากลงเรือไปบ้านเจ้าสาว ในภาพบรรดาญาติมิตรที่ร่วมขบวนจะร้องเพลงและฟ้อนรำกันด้วยความสนุกตลอดทาง

 

(๗๖) ญาติผู้ใหญ่กำลังทำพิธีให้คู่บ่าวสาวโดยญาติผู้ใหญ่กำลังตรวจนับสินสอดทองหมั้นและโปรยข้าวตอกดอกไม้เป็นการยอมรับและอนุญาตให้ทั้งสองแต่งงาน

 

(๗๗) การหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว ในภาพ ญาตผู้ใหญ่กำลังหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ที่ตัวคุ่บ่าวสาวพร้อมกล่าวคำอวยพร

 

 การรับไหว้ในพิธีแต่งงาน

 

(๗๘) ญาติผู้ใหญ่กำลังใช้สานสิญจน์ผูกข้อมืออวยพรให้คู่บ่าวสาว และมอบเงินก้อนถุงเพื่อเป็นทุนในการสร้างครอบครัว

 

(๗๙) คู่บ่าวสาวกำลังยกน้ำชาให้กับญาติผู้ใหญ่ ตามประเพณีของคนไทยเชื้อสายจีน ในภาพญาติผู้ใหญ่กำลังรับน้ำชาจากคู่บ่าวสาวมาดื่มและมอบ “อั่งเปา” ให้เป็นทุนในการสร้างครอบครัว

 

 

  งานศพ

 

(๘๐) พระภิกษุสงฆ์ (มหาสวิง) กำลังสวด และชักผ้าบังสุกุล ในพีธีเผาศพที่วัดไชนาวาส อำเภอเมือง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔

 

(๘๑) การบวชเณรในงานศพที่วัดรอเจริญ อำเภอบางปลาม้า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ ตามความเชื่อว่าเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ถึงแก่กรรม

 

(๘๒) งานศพที่วัดพาเจริญ อำเภอบางปลาม้า ถ่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ ในภาพเป็นการอโหสิกรรมและอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ถึงแก่กรรมก่อนนำไปฌาปนกิจ

 

(๘๓) การประกวดนางนพมาศในวันลอยกระทงของการช่างสตรีสุพรรณบุรี ในภาพหญิงสาวใส่ชุดไทยสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น ชุดไทยจักรี ชุดไทยจักรพรรดิ เป็นต้น

 

(๘๔) การเล่นเพลงอีแซว เป็นการเล่นพื้นบ้านของชาวสุพรรณบุรีมาแต่โบราณ โดยชายหนุ่ม – หญิงสาว จะร้องโต้ตอบกันไปมา เนื้อหาจะเป็นการเกี้ยวพาราสี

 

(๘๕) การเล่นกลองยาว เป็นการเล่นของคนไทยภาคกลาง ในภาพมีคนตีกลองนำด้านหน้า และมีลุกคู่ตีรับด้านหลัง

 

(๘๖) การเล่นละครของนักเรียนโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย หน้าอาคารเรียนเก่า ถนนพระพันวษา อำเภอเมือง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑

 

 

ลำดับการสร้างพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

         เจดีย์ยุทธหัตถีเป็นเจดีย์ที่สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในการที่พระองคืทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา และชนะสงครามกับพม่าที่ทุ่งหนองสาหร่าย อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เจดีย์นี้ได้ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรับทราบให้เจ้าเมืองสุพรรณ เจ้าเมืองกาญจนบุรี ออกค้นหา ปรากฏว่าพระยาสุนทรสงคราม (อี้ กรรณสูต) ซึ่งขณะนั้นดำรงเป็นตำแหน่งพระทวีประชาชนเจ้าเมืองสุพรรณบุรีได้พบซากเจดีย์องค์หนึ่งอยู่ที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ จึงได้กราบทูลรายงายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ว่าได้พบเจดีย์องค์หนึ่ง อยู่กลางป่าไม้จากเบญจพรรณจากหนองสาหร่ายไปทางทิศตะวันตกราว ๑๕๐ เส้น เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมกว้าง ๑๐ วา ส่วนสูงเท่าใดไม่ทราบ เพราะยอดชำรุดเหลือแต่ฐาน สูงจากพื้นดิน ๖ ว่า ๓ ศอก และชาวบ้านเรียกกันว่า “ดอนเจดีย์” สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพนำความขึ้นบังคมทูลกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระราชหฤทัยและดำรัสว่าจะเสด็จไปสักการบูชา วันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๖ พระบาทสมเด็จพระนครศรีไปยัง “ดอนเจดีย์”อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๖ โปรดให้มีการบวงทรวงสมโภชเจดีย์ยุทธหัตถีเป็นครั้งแรก และมีการพระราชดำริจะสร้างเจดีย์ครอบซากเจดีย์องค์เดิมไว้ แต่เนื่องด้วยงบประมาณของประเทศในขณะนั้นมีจำกัด จึงต้องระงับโครงการไป

 

         ต่อมาในปี ๒๔๙๓ กองทัพบก นับโดยจอมพล ผิน ชุณหะวัณ ผู้บัญชาการทหารได้ดำริจะบูระเจดีย์ยุทธหัตถีขึ้น เพื่อเป็นมหาอนุสรณ์อันยิ่งใหญ่ของชาติอีกครั้ง จึงได้เริ่มสร้างถนน  สงวนที่ดินเพื่อการนี้ไว้รวม ๒๒๕ ไร่ และสร้างสถูปเจดีย์แบบอลังการทรงกลม ฐานกว้าง ๓๖ เมตร สูงจากพื้นถึงยอด ๖๖ เมตร รวมค่าก่อสร้างเป็นเงิน ๔,๓๐๐,๐๐๐ บาท และได้มอบให้กรมศิลปากรโดยศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีเป้นผู้ออกแบบ เฉพาะองค์อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ กว้าง ๒.๙๐ เมตร ยาว ๕.๔๕ เมตร สูง ๗.๐๐เมตร

 

         ในวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิด นับแต่นั้นมา อำเภอศรีประจันต์ ได้มีการจัดงานฉลองขึ้นในวันที่ ๒๕ มกราคม ของทุกปี และได้ยกฐานะของบริเวณที่ตั้งพระบรมราชานุสรณ์เป็นอำเภอดอนเจดีย์ ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ต่อมาจังหวัดสุพรรณบุรีได้จัดงานรัฐพิธี ระหว่างวันที่ ๒๔ มกราคม ถึงวันที่ ๓๐ มกราคม ของทุกปี ที่รวมกับพ่อค้า ประชาชน หน่วยงานราชการต่างๆ จัดงานมหรสพโภช มีการแสดง แสง – เสียง เพื่อรำลึกถึงยุทธหัตถีวีรกรรมครั้งสำคัญของชาติ การออกร้านและนิทรรศการ และได้เป็นงานเทศกาลสำคัญของชาติ การออกร้านและนิทรรศการ และได้กลายเป็นงานเทสกาลสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีการจัดขึ้นทุกปี สืบมาจนปัจจุบัน

 

 

ลำดับการสร้างพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์

 

         (๑๖๓) ซากเจดีย์ยุทธหัตถี ซึ่งเป็นพระบรมราชานุสรณ์ในการที่สมเด็ตพระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยชนะในการกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาของพม่า ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอศรีประจันต์ ถ่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘

 

         (๑๖๔) พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ และพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว

 

 

ขั้นตอนการสร้างพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์

 

         (๑๖๕) เริ่มตอกเข็มฐานรากขององค์เจดีย์ครอบ ในภาพคณะข้าราชการและประชาชนเฝ้ารอรับเสด้จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จ ทรงบวงสรวงดวงวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

         (๑๖๖) ขั้นตอนการสร้างบัลลังก์

 

         (๑๖๗) ขั้นตอนการสร้างเจดีย์แบบลังกาทรงกลม

 

 

ลำดับการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

         (๑๖๘) พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่สร้างสมบูรณ์

 

         (๑๖๙)-(๑๗๐) จอมพล ผิน ชุณหะวัณ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระรเรศวรมหาราช และวางศิลาฤกษ์ที่ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙

 

 

ขั้นตอนการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรสวรมหาราช

 

         (๑๗๑) กำลังก่อสร้างฐานรากพระบรมราชานุสาวรีย์

 

         (๑๗๒) ชิ้นส่วนพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ยังไม่ได้ประกอบ