ประวัติของพระศรีสุวรรณคีรี  เจ้าเมืองสังขละบุรี  และนายอำเภอกะเหรี่ยงคนแรกของอำเภอสังขละบุรี  จังหวัดกาญจนบุรี  “ในเสียงปกาเกอะญอ”  ได้เรียบเรียงจากเอกสารและคำบอกเล่าของคนกะเหรี่ยงหลายๆ  ท่า  การเผยแพร่เรื่องราวของพระศรีสุวรรณคีรีนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงได้รู้เรื่องราวและทราบถึงคุณงามความดี  บทบาทที่เจ้าเมืองชาวไทยกะเหรี่ยงได้รับใช้ประเทศชาติที่ตนเองเกิด  เพื่อเป็นข้อเตือนใจหรือเป็นอนุสติแก่พี่น้องชนชาติเผ่าพันธุ์กะเหรี่ยงระลึกถึงบุคคลเหล่านี้  เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกๆ พระองค์ที่ได้ให้โอกาสชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเข้ามาพึ่งในร่มพระบารมีจากการหนีร้อนมาพึงเย็นในผืนแผ่นดินไทย

 

                

 

         ความเป็นมาของพระศรีสุวรรณคีรีเจ้าเมืองแห่งสังขละบุรี  สันนิษฐานว่ามีชาวกระเหรี่ยงอพยพเข้ามาในสมัยกรุงธนบุรีเพราะในปี พ.ศ. 2317  พม่าขยายอิทธิพลเข้ามาในเขตมอญและมีการเกณฑ์ไพร่มอญเพื่อจะตีไทย  พวกมอญถูกพม่าเบียดเบียนมากต้องเข้ามาอพยพสู่ไทยทางด่านเจดีย์สามองค์และด่านแม่ละเมา จังหวัดตาก  เหตุการณ์ครั้งนั้นจากตำนานในเนื้อเพลงที่ชาวกะเหรี่ยงร้องต่อเนื่องกันมานั้นมีใจความสรุปว่าพวกเขาได้ข้ามภูเขาลูกใหญ่  ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสพวกเขาพากันไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ไล่โว่  แปลว่า  ผาแดง  ในเขตพื้นที่ทุ่งใหญ่เซซาโว่  อีกพวกหนึ่งขึ้นไปอยู่ที่ไล่ผล้าอั่ว (ผาค่างคางขาว)  ในบ้านไล่ถ่องคู้ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักฤาษีกะเหรี่ยงในลัทธิตะละคง  ตำบลแม่จัน  อำเภออุ้มผาง  จังหวัดตาก

          ชาวกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาในเขตไทยคงมาจากหลายๆ  หมู่บ้านในเขตเมืองเมาะตะมะ (เมาะละแหม่ง)  สำหรับชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ในตำบลไล่โว่นั้นคงจะเป็นกลุ่มเดียวกันที่อพยพมาจากหมู่บ้านเมกะวะ  ในเขตเมืองเมาะละแหม่ง  พวกเขาคงจะไม่ได้ลงหลักปักฐาน  ณ  ตรงที่เป็นตัวอำเภอสังขละบุรีในปัจจุบัน  หรือตรงลำน้ำซองกาเลีย  ณ  เส้นทางไปด่านเจดีย์สามองค์ในปัจจุบัน  เพราะที่ตั้งและจุดดังกล่าวอยู่ในเส้นทางเดินทางทัพของพม่าพอดี  ดังนั้นพวกเขาจะต้องอยู่ลึกเข้าไปจากเส้นทางดังกล่าว  เพราะโดยนิสัยของชาวกะเหรี่ยงแล้ว  รักสงบไม่ต้องการวุ่นวาย  หรือมีสงคราม  เพราะบ้านของพระศรีสุวรรณคีรี (ทะเจียงโปรย)  ซึ่งเป็นเจ้าเมืองคนสุดท้ายนั้นก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่บ้านนิเถะ  อำเภอสังขละบุรีเก่าที่จมน้ำไปแล้วนั้น  พระศรีสุวรรณคีรีตั้งบ้านอยู่ที่บ้านสะเนพ่อง  ตำบลไล่โว่  อำเภอสังขละบุรี  ชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านสะเนพ่อง  ได้กล่าวถึงระบบการผลิตของตนว่า “ในสมัยพระศรีสุวรรณคีรีเราทำไร่  เดี๋ยวนี้เราก็ทำไร่  เพราะข้าวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตชาวกะเหรี่ยง” คำกล่าวนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงหลักคิดสำคัญในการดำรงชีวิตของคนกะเหรี่ยงที่ยังคงได้รับการสืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้

 

          ชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรีได้ปรากฏชัดเจนก่อนมีการสถาปนากรุงเทพฯ  เป้นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 2325  ชุมชนที่มีความสำคัญมากคือเมืองศรีสวัสดิ์  และท้องที่สังขละบุรี  กะเหรี่ยงในท้องที่ดังกล่าวเป็นกะเหรี่ยงที่อพยพมาจากภาคใต้ที่เรียกว่าหัวเมืองมอญ  ใน พ.ศ. 2365  กะเหรี่ยงนำโดยขุนสุวรรณ  ได้เข่นฆ่าและขับไล่ทหารพม่าออกไปจากแผ่นดินไทย พ.ศ. 2407  ชาวกะเหรี่ยงได้มีส่วนร่วมในการสำรวจและชี้แนวเขตแดนไทยพม่า  โดยมีหลวงพลนายด่านเมืองสังขละบุรี,  หลวงจบศรีพิทักษ์นายด่านเมืองศรีสวัสดิ์  และหลวงนายเดชกับขุนนางอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 เดือนมกราคม 2407  ในการทำคอนกรีตที่เป็นแนวแบ่งเขตแดนไทย-พม่า

 

 

   

       จากการที่ผู้นำชาวกะเหรี่ยงสังขละบุรีได้ตอบสนองนโยบายฝ่ายไทยโดยสมัครใจ  ฝ่ายไทยเห็นความสัตย์ซื่อ  ความจงรักภักดี  และจิตใจที่เสียสละ  จึงทำให้ผู้นำของพวกเขาได้เป็นเจ้าเมืองสังขละบุรี  มีบรรดาศักดิ์ที่ “พระยาศรีสุวรรณคีรี”  และได้รับพระราชทานลูกประคำทองคำในสมัยรัชกาลที่ 3  นอกจากนั้นยังได้แต่งตั้งให้มีกรรมการรองลงมาอีก 52 คน  มีตำแหน่งเป็นนายกอง  ควบคุมกันเป็นหมู่เหล่าต่างได้รับเบี้ยหวัดเป็นเงินคนละตั้งแต่ 6 ถึง 40 บาท  ส่วนเจ้าเมืองจะต้องไปถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่เมืองกาญจนบุรี  3  ปีต่อครั้งและได้นำเครื่องราชบรรณาการส่งเข้าไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน  มีผ้าขาวพับ  ผ้าแดงพับ  เครื่องยา  และของป่าต่างๆ  รวมทั้งแร่ทองคำและแร่ดีบุก  ซึ่งเรียกว่าส่วยทอง  ส่วยดีบุก  ในปัจจุบันหลักฐานที่ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินไทย  รัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานพระพุทธรูปให้แก่เจ้าเมืองของเขาพร้อมทั้งเครื่องทรงของเจ้าเมือง  ยังถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตตำบลไล่โว่  อำเภอสังขละบุรี 

แหล่งอ้างอิง

วุฒิ  บุญเลิศ  พระยาศรีสุวรรณคีรี: เจ้าเมือง-นายอำเภอชาวไทยกะเหรี่ยง, เอกสารโรเนียว

เอกสาร“พม่ารบไทย” โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์