ประวัติพระวิสุทธิรังษี ชินศาสนโสภีสังฆปาโมกข์ (หลวงปู่เปลี่ยน อินฺทสโร)
เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี รูปที่ ๒ เจ้าอาวาสวัดไชยชนะสงคราม
 

        พระวิสุทธิรังษี (เปลี่ยน อินฺทสโร) เกิดเมื่อวันเสาร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๕ (วันเสาร์ ๕) ณ บ้านม่วงชุม ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง (วังขนาย) จังหวัดกาญจนบุรี โยมบิดาชื่อหมื่นพรหม (นิ่ม) โยมมารดาชื่อ คอน พูลสวัสดิ์ บิดามารดาตั้งชื่อว่า “เปลี่ยน
เมื่อท่านมีอายุได้ ๑๒ ปี ซึ่งเป็นวัยแก่การเรียน บิดามารดาจึงได้นำไปฝากพระอธิการกรณ์ เจ้าอาวาสวัดชุกพี้ เพื่อศึกษาหนังสือไทยและขอมอย่างโบราณ การศึกษาเล่าเรียนในสมัยนั้นมิใช่เรียนหนังสืออย่างเดียว ยังต้องฝึกหัดวิชาชีพ เช่น การช่างแขนงต่างๆ ได้แก่ ช่างไม้ ช่างปูน ช่างวาด ฯลฯ ตลอดจนวิชาอาคม เวชมนต์ ศิลปะการป้องกันตัว วัดในสมัยโบราณจึงเป็นแหล่งกำเนิดศิลปวิทยาเปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยที่รวบรวมทุกแขนงอาชีพ หลังจากได้ศึกษาเล่าเรียนพออ่านออก เขียนได้แล้ว บิดามารดาจึงขอให้ลาพระอาจารย์ออกจากวัด เพื่อไปช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพของวงศ์ตระกูลต่อไป หลังออกจากวัดกลับไปอยู่บ้าน ท่านดำเนินชีวิตในทางนักเลงหัวไม้ ด้วยอุปนิสัยเป็นผู้มีใจกว้างขวาง ทั้งห้าวหาญ (ภาษาวัยรุ่นก็ว่าเป็นคนใจถึง) ไม่เกรงกลัวใคร แถมท่านเป็นคนรูปร่างล่ำสันแข็งแรงมีลักษณะเป็นหัวหน้าคน ทำให้เป็นที่ยำเกรงของเพื่อนมิตรและนักเลงต่างถิ่น การดำเนินชีวิตของท่านในช่วงนี้จึงเสี่ยงอันตรายมาก แต่ด้วยความเป็นคนใจถึงรักพวกพ้องทำให้ท่านเป็นที่ยอมรับนับถือในหมู่นักเลงในท้องถิ่นและต่างถิ่น ช่วงนั้นชื่อเสียงในด้านความเป็นนักเลงหัวไม้ของท่านระบือไปไกล ยิ่งทำให้ท่านมีพวกพ้องและลูกน้องมากขึ้น ความประพฤติของท่าน ทำให้บิดามารดาและหมู่ญาติเกิดความระอายเหนื่อยหน่ายและลงความเห็นว่าถ้าท่านยังอยู่เป็นคฤหัสถ์ก็จักเอาไว้ไม่อยู่จะสร้างความเสื่อมเสียมากกว่านี้แน่ บิดามารดาและหมู่ญาติจึงได้ขอให้ท่านบวชเรียนทดแทนคุณ ท่านได้สติพิจารณาว่าการดำเนินชีวิตทางนักเลงมีแต่จะทำให้บิดามารดาและหมู่ญาติเสื่อมเสียไปด้วย เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วท่านจึงยอมเข้าอุปสมบทสร้างความปีติยินดีให้กับบิดามารดาเป็นที่สุด ขณะอุปสมบทท่านมีอายุ ๒๒ ปี โดยมีพระครูวิสุทธิรังษี (ช้าง) เจ้าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงคราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการกรณ์ วัดชุกพี้ เป็นพระกรรมวาจารย์ พระอธิการรอด วัดทุ่งสมอ เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “อินฺทสโร” ท่านบวชเป็นพระ ณ พัทธสีมาวัดชุกพี้

โบสถ์วัดชุกพี้  ที่หลวงพ่อเปลี่ยนอุปสมบถ

โบสถ์วัดชุกพี้  ที่หลวงพ่อเปลี่ยนอุปสมบถ

         ประวัติวัดชุกพี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบเพื่อประดับความรู้    วัดชุกพี้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่นอนว่ามีชื่ออย่างไร   ได้จากการสันนิฐานของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เล่าสืบต่อกันมา   พอจะถือเป็นที่เชื่อได้ว่าเรียกกันมาในนามของวัดชุกพี้  เป็นวัดเก่าแก่กว่าวัดใดๆในละแวกนี้   คงจะสร้างมาแล้วอย่างน้อยก็ราวๆต้นกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นไป  (ในลักษณะสำนักสงฆ์หรือที่พักสงฆ์มีพระอยู่จำพรรษา)  เนื่องจากมีเรื่องเล่าเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ว่า ครั้งไทยรบกับพม่าในเขตแขวงกาญจนบุรีเป็นศึกใหญ่หลายครั้ง  เช่น ศึกยุงอคงหวุ่น  ที่ตำบลบางแก้ว ราชบุรี   ศึกเก้าทัพเจ้าปะดุงครั้งแรกและครั้งหลังที่สามสบ และท่าดินแดง  เฉพาะที่ท่าดินแดงนั้นนับเป็นสมรภูมิเลือดลือนาม   ซึ่งบรรพบุรุษเหล่าทหารกล้าได้พลีร่างสู้ศึกจนตัวตายจำนวนมาก   นัยว่าศพทหารกล้าเหล่านั้น  ส่วนมากได้ถูกลำเลียงมาฝังซุกซ่อนไว้ที่วัดชุกพี้นี้  (คงจะเคยมีมาก่อนแล้ว)   ที่ใช้คำว่า “ซุกซ่อน”  ก็เนื่องจากว่า  คติการรบสมัยก่อน  ถ้าใครฆ่าฝ่ายตรงข้ามได้แล้ว  หากมีโอกาสก็จะต้องตัดศีรษะเอาไปกำนัลแก่แม่ทัพนายกองเพื่อเอาบำเหน็จความชอบ   นัยว่าฝ่ายไทยไม่ยอมให้ข้าศึกได้มีโอกาสทำเช่นนั้นได้   เมื่อใครล้มตายลงก็จะพยายามกันเอาศพลำเลียงหนีไปฝังซุกซ่อนไว้   ที่รบก็รบกันต่อไป ที่ลำเลียงก็ลำเลียงไป และสมัยนั้นสายทางลำเลียงทางลำน้ำสะดวกที่สุดโดยอาศัยแพ  ที่เจาะจงนำศพมาฝังซุกซ่อนไว้ที่วัดนี้นั้นดูจะมีเหตุผล  พิจารณาจากเรื่องเล่า  ชื่อวัด  และสภาพภูมิศาสตร์ดูสอดคล้องกันชอบกลเห็นมีเค้าจะเป็นไปได้มากอยู่   ด้วยว่าวัดนี้  (วัดเดิม)  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ตรงบริเวณหน้าวัดมีลักษณะเป็นแอ่งเว้าเข้ามาพ้นจากสายน้ำไหล   ซึ่งพุ่งผ่านเป็นวังวนกระแสน้ำจึงไหลเอื่อยๆทวนกระแสสายนอกในอาการเกือบจะนิ่ง ผิดกับสายนอกซึ่งไหลเชี่ยวเพราะเป็นทางตรงจึงน่าจะอำนวยความสะดวกแก่เรือแพที่บรรทุกศพมาจอดในยามสงครามซึ่งคงจะต้องใช้เวลาฉุกลหุรีบร้อนในการขนถ่ายมากอยู่ไม่น้อย

       สภาพโบสถ์ชุกพี้ขาดการดูแลรักษา                    เพดานโบสถ์ทำด้วยไม้มีลวดลายดอกไม้

          อนึ่งปรากฏว่า  เรือแพหรือศพใครหลุดลอยมาแต่เหนือน้ำ  มักจะถูกกระแสน้ำผลักเข้าติดอยู่ในวังวนนี้เสมอจึงมีชื่อเรียกตามเหปราเปสำนวนชาวพื้นบ้านว่า “ชุกผี”คือ  “ชุมผี”  อันหมายถึงมีศพมาติดอยู่ที่นี่มากนั่นเอง

              ภาพวาดที่เพดานโบสถ์บ่งบอก  ปี  พ.ศ.  ๒๔๕๗  ตรงกับปีขาล    ภาพนางเมฆหราล่อแก้