ประวัติเพลงเขมรไทรโยค

นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล

(พฤศจิกายน ๒๕๓๑)

          ในการรวบรวมประวัติเพลงเขมรไทรโยคเพื่อจะทำสูจิบัตรงานครบรอบ 100 ปีครั้งนี้ ได้พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะค้นหาเอกสารเก่าบรรดาที่มีผู้รวบรวมหรือบรรยายไว้เกี่ยวกับเพลงเขมรไทรโยค รวมทั้งได้ค้นคว้าเกี่ยวกับแผ่นเสียงเพลงนี้ในอดีต เพื่อศึกษาว่า ทางบรรเลงและทางขับร้องของเพลงเขมรไทรโยคนั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ตลอดระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา

อาจารย์มนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ กรุณาให้สัมภาษณ์ว่า มีสูจิบัตรงานบรรเลงเพลงเขมรไทรโยคครั้งปฐมฤกษ์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นแม่กอง จัดขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลนั้น ตรงกับปี พ.ศ. 2431 ซึ่งเป็นหนังสือขนาดเล็กมาก กว้างยาวประมาณ 6 คูณ 4 นิ้วฟุต และอาจจะค้นได้จากพระประวัติบางตอน ที่พระธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ได้ทรงนิพนธ์ไว้ ในหนังสือหลายเล่ม จากวัง “บ้านปลายเนิน” อันเป็นวังที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้น นอกจากนี้ ท่านยังได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อจันทร์เกษม พ.ศ. 2506 เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้ ทรงมีพระชนมายุนับได้ 100 ปีและอาจจะหาได้จากหนังสือชื่อ “ฟังและเข้าใจเพลงไทย” ซึ่งท่านเขียนร่วมกับคุณวิเชียร กุลตัณฑ์ จากคำแนะนำของท่านอาจารย์ จึงได้มาซึ่งบทความที่จะบรรยายต่อไปนี้

จากหนังสือ “ฟังและเข้าใจเพลงไทย” ท่านบรรยายไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสตำบลไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยเจ้านายและข้าราชบริพารเป็นขบวนใหญ่ถึง 2 ครั้ง คือในพ.ศ. 2420 ครั้งหนึ่ง และ พ.ศ. 2431 อีกครั้งหนึ่ง อันระยะทางตั้งแต่ลำน้ำแควน้อยไปจนกว่าจะถึงตำบลไทรโยคนั้น ล้วนเป็นทัศนียภาพอันเกิดจากธรรมชาติที่งดงามอย่างประหลาด ในลำน้ำที่มีทั้งเรี่ยว แก่ง เกาะ มากมาย สองฟากฝั่งก็มีพฤกษชาตินานาชนิด ภูเขา น้ำพุ และสัตว์ป่า ส่งเสียงวิเวกวังเวง ล้วนแต่สิ่งที่นำอารมณ์ของกวีและศิลปินให้บังเกิดสุนทรียภาพ ในห้วงลึก และสร้างสรรค์สิ่งนั้นแสดงออกมาตามวิชาการของแต่ละท่าน

เรื่องความงามของน้ำพุตามทาง จนไปถึงไทรโยคนี้ ดูเหมือนพุใหญ่ที่ตำบลไทรโยคงามที่สุด อันบรรดาสัตว์ป่าที่เราไม่ค่อยจะได้พบเห็นภายในเมือง เช่น นกยูงนั้น ตั้งแต่เมืองกาญจนบุรีขึ้นไป ก็ชักจะมีชุกชุมขึ้นทุกที บางทีก็ลงมาอยู่ชายฝั่ง และเกาะอยู่ตามต้นไม้หลายๆ ตัว ส่งเสียงวิเวกวังเวงระคนกับเสียงนกอื่นๆ ทำให้อารมณ์เพลิดเพลินยิ่งนัก

ส่วนสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์นั้น ขณะที่โดยเสด็จพระราชดำเนินในครั้งแรก (พ.ศ. 2420) มีพระชนมายุเพียง 14 พรรษา แต่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ทรงมีพระนิสัยโปรดทางดนตรีปี่พาทย์แต่ทรงพระเยาว์ แม้ในการโดยเสด็จคราวนั้น ก็ยังคงนำเอาผืนระนาดเอกม้วนใส่เรือไปด้วย เวลาต้องพระประสงค์จะทรงตีก็คลี่ผืนระนาดนั้น ผูกกับกราบเรือแทนรางระนาด นัยว่าทรงขยันในการตีระนาดด้วย ไม่ว่าขึ้นพักแห่งใด ถึงเวลาว่างก็มักจะทรงตีระนาดเล่นเสมอๆ จนถึงแก่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา ซึ่งมักจะประทับอยู่ด้วยกันแทบทุกแห่ง รับสั่งบ่นว่า “องค์จิตนี่แหละตีระนาดหนวกหูพิลึก”

การที่ได้ทรงโดยเสด็จพระราชดำเนินในครั้งแรกนี้ บรรดาความงามเพลิดเพลินของสถานที่และเสียงสัตว์นานาชนิด ก็ยังคงติดพระหฤทัยของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ตลอดมา พ.ศ. 2431 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ กำลังทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการอยู่ ในปีนั้นมีกำหนดว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จประพาสไทรโยคในตอนปลายปี เพราะฉะนั้น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ อันมีหน้าที่จะต้องจัดวงดนตรีและขับร้องถวายในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งจะมีในเดือนกันยายนปีนั้น จึงทรงปรับปรุงวงดนตรีในรูปวงมโหรี มีซอฝรั่งผสมด้วยคันหนึ่ง มีคนร้องทั้งหญิงและชาย คนร้องหญิงโดยมากเป็นคนของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) และคนร้องฝ่ายชายเป็นทหารมหาดเล็กทั้งสิ้น ส่วนผู้บรรเลงเป็นทหารมหาดเล็ก ทหารหน้า ทหารรักษาพระองค์ และกรมยุทธนาธิการ นอกจากทรงปรับปรุงและกำหนดเพลงที่ขับร้องและบรรเลงจากเพลงเก่าแล้ว ยังทรงแต่งเพลงขึ้นใหม่อีกเพลงหนึ่ง โดยมีพระประสงค์ที่จะโฆษณาถึงความงาม ความเพลิดเพลิน อันมีอยู่ในระหว่างทางจนถึงตำบลไทรโยค ที่มีกำหนดการว่าจะเสด็จพระราชดำเนินประพาสในปลายปีนั้นด้วย

ทำนองเพลงที่ทรงแต่งขึ้นนั้น ได้ทรงนำทำนองเพลงเขมรกล่อมลูก 2 ชั้นของเก่ามาเป็นหลัก แล้วทรงแต่งขยายทำนองขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้นตามแบบแผนทฤษฎีของการแต่งเพลงไทย แต่แล้วทรงเห็นว่า หากจะยึดหลักทำนองเขมรกล่อมลูกให้ถูกต้องโดยตรงไปจนตลอดเพลง ความไพเราะอาจจะหย่อนไป จึงทรงแยกย้ายขยายทำนองให้กว้างขวางออกไป จนบางแห่งก็ไกลจากพื้นทำนองเพลงเขมรของลูกไปบ้าง แต่ยังทรงเรียกชื่อว่า “เขมรกล่อมลูก”

ส่วนบทร้องก็ทรงนำเอาความทรงจำตั้งแต่โดยเสด็จพระราชดำเนินครั้งแรกมาเป็นแนวทางพระนิพนธ์

ได้นำออกบรรเลงถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เป็นครั้งแรก ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2431 ก็เป็นที่พอพระราชหฤทัย และได้รับความนิยมจากผู้ที่ได้ฟังเป็นอันมาก ทำให้ยิ่งเกิดความกระหายใคร่ที่จะตามเสด็จกันอย่างยิ่ง

ในการเสด็จพระราชดำเนินประพาสไทรโยคครั้งที่ 2 ตอนปลายปีนั้น (พ.ศ. 2431) สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ มิได้โดยเสด็จพระราชดำเนินด้วย เพราะทรงมีหน้าที่รักษาราชการทางพระนคร

สำหรับเพลงเขมรกล่อมลูกนั้น ในกาลต่อมาได้ส่งแก้ไขถ้อยคำในบทร้องบางคำ เป็นดังที่ร้องกันทั่วๆ ไป ดังนี้

บรรยายความตามไท้เสด็จยาตร

ยังไทรโยคประพาสพนาสนธิ์

น้องเอย

เจ้าไม่เคยเห็น

ไม้ไร่หลายพันธุ์คละขึ้นปะปน

ที่ชายชลเขาชะโงกเป็นโตรกธาร

น้ำพุพุ่งซ่า

ไหลฉ่าฉาดฉาน

เห็นตระการ

มันไหลจ้อกโครมโครม

มันดังจ้อกจ้อก

จ้อกจ้อกโครมโครม

น้ำใสไหลจนดูหมู่มัสยา

กี่เหล่าหลายว่ายมาก็เห็นโฉม

น้องเอย

เจ้าไม่เคยเห็น

ยินปักษาซ้องเสียงเพียงประโคม

เมื่อยามเย็นพยับโพยมร้องเรียกรัง

เสียงนกยูงทอง

มันร้องโด่งดัง

หูเราฟัง

มันดังกระโต๊งห่ง

มันดังก้อกก้อก

ก้อกก้อกกระโต๊งห่ง

ส่วนชื่อเพลงนั้น พระองค์ท่านผู้ทรงนิพนธ์ ก็ทรงเรียกอยู่ว่าเขมรกล่อมลูก แต่เนื่องจากนักร้องบ้าง นักดนตรีบ้าง และผู้ที่ได้ยินได้ฟังเป็นที่พอใจบ้าง ซึ่งไม่ทราบว่าชื่อเพลงอะไร ก็มักจะไต่ถามหรือปรารภถึงว่า “เพลงเขมรอะไรนะที่มีไทรโยค” หรืออะไรทำนองนี้ ในที่สุดก็เรียกกันเป็นที่หมายรู้ว่า “เขมรไทรโยค” และก็กลายเป็นชื่อเพลงไป ซึ่งเป็นชื่อที่ประชาชนผู้สนใจแท้ๆ เป็นผู้แต่ง เพราะเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ฟังแล้วรู้สึกประทับใจ และเห็นความงามของทัศนียภาพแห่งไทรโยคอย่างซาบซึ้ง เป็นเพลงอมตะของไทยแท้เพลงหนึ่ง

จากหนังสือสูจิบัตรที่กล่าวข้างต้น เราได้ความรู้ว่าการบรรเลงครั้งแรกนั้น ได้จัดขึ้นที่ศาลายุทธนาธิการ (ปัจจุบันคือกระทรวงกลาโหม) เมื่อเดือน 10 แรม 4 ค่ำ ปีชวด สัมฤทธิศก จุลศักราช 1250 ตำราหลายเล่มเขียนว่าเป็นงานฉลองเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเราทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติเมื่อวันอังคารเดือน 10 ขึ้น 3 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396

 

เอกสารอ้างอิง

จากหนังสือที่ระลึก โอกาสเปิดป้ายและตั้งสมาคมศิษย์เก่า ผู้ปกครอง และครู โรงเรียนเทศบาล ๕

(กระดาษไทยอนุเคราะห์) 13 พฤศจิกายน 2531

 

 59 total views,  2 views today