ไอคอนบทความ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอำเภอเลาขวัญ


วันที่เพิ่มข้อมูล : 2026-11-04 08:26:27 แก้ไขข้อมูลล่าสุด : 2026-11-04 08:26:27 อ่านแล้ว 2 ครั้ง
แชร์บทความ: Facebook LINE

ประวัติและความเป็นมา

          ความเป็นมาของอำเภอเลาขวัญคือ ชื่อชุมชุนบ้าน "เลาขวัญ" มาจากราษฎรเชื้อสายลาวที่ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่บ้านเกาะบ้านเก่า มีอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา อาศัยแหล่งน้ำจากหนองน้ำ ชื่อ "หนองบ้านเก่า" และลำน้ำน้ำ ชื่อ "คลองหมื่นเทพ" คลองดังกล่าวถือเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการใช้อุปโภคและบริโภคด้วยราษฎรได้มีอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดีและมีความอุดมสมบูรณ์ จึงได้ชักชวนญาติพี่น้องของตนเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เพิ่มขึ้น ได้เรียกขานชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านเหล่าเดียวกัน" ซึ่งตามภาษาพูดสั้นๆ ว่า  "บ้านเหล่ากัน"  ตามสำเนียงลาวที่เป็นภาษาพูดของชาวบ้าน

          ต่อมาราษฎรได้บุกเบิกแผ้วถางป่า ไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร พบอุโบสถสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกชื่อว่า "วัดหนองจิกด่าน" ราษฎรมีความเลื่อมใสศรัทธาคิดจะบำรุงบูรณะวัด เพื่อเป็นที่ยืดเหนี่ยวทางจิตใจของราษฎรด้วยกันจึงได้บอกกล่าวไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ ได้ช่วยเหลือบำรุงบูรณะวัดราษฎรหมู่บ้านอื่นๆ ได้เรียกชาวบ้านชุมชนนี้ตามความคิดใฝ่ฝันที่จะบำรุงบูรณะวัดว่า "ชาวลาวฝัน"

          หลังจากนั้นชาวบ้านหนองกระทุ่ม อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ได้อพยพเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้นนานเข้าชื่อดังกล่าวได้เพี้ยนไปเป็น "หมู่บ้านเลาขวัญ" เมื่อชุมชนเพิ่มมากขึ้นจึงได้ขยายเป็น ตำบลเลาขวัญขึ้นอยู่กับอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2514

          ทางราชการเห็นว่า พื้นที่ของตำบลเลาขวัญมีพื้นที่กว้างขวางประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นการคมนาคมติดต่อกับอำเภอมีความลำบาก และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนกระทรวงมหาดไทย จึงได้ประกาศยกฐานะตำบลเลาขวัญ เป็น กิ่งอำเภอเลาขวัญโดยมีเขตการปกครอง 3 ตำบล ประกอบด้วย ตำบลเลาขวัญ , ตำบลหนองประดู่ และตำบลหนองโสน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2519 ได้ยกฐานะเป็น "อำเภอเลาขวัญ"

                             " ราษฎรเชื้อสายลาวที่ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่บ้านเกาะบ้านเก่า                                    และต่อมาได้มีชาวอำเภอบ่อพลอยได้อพยพเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น เมื่อทางราชการ

จัดตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้นจึงได้ตั้งชื่อว่า บ้านเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญนั้นแต่เดิมเป็น                    เพียงส่วนหนึ่งของอำเภอพนมทวน ต่อมาจึงได้มีการแยก 3 ตำบล (ตำบลเลาขวัญ  

หนองโสน และหนลงประดู่) ออกมาแล้วตั้งเป็น กิ่งอำเภอเลาขวัญ ขึ้น

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2514 และเมื่อถึงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2519 จึงได้

มีพระราชกฤษฎีกาให้ยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอเลาขวัญ ดังเช่นปัจจุบัน"

สัมภาษณ์นางลูกคิด โพธิ์น้อย

ชาวบ้านในชุมชนบ้านหนองปรือ

วันที่ 25 กันยายน 2565

 

                             แต่เดิมหมู่บ้านเหล่ากัน ซึ่งมีบ้านอยู่ประมาณ 7 หลังคาเรือน ราษฎร

ทั้งหมดเป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งได้ย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานอาศัยทำมาหากินอยู่ถิ่น

นี้ มีอาชีพทำนาไร่และเลี้ยงสัตว์ ต่อมาได้เพิ่มประชากรของตนมากขึ้นกลายเป็น

หมู่บ้านใหญ่ และได้เรียกกันว่า"หมู่บ้านเหล่ากัน"ซึ่งหมายถึงอยู่เป็นหมู่เป็นเหล่า

กันและจากการบอกเล่าของคนรุ่นเก่า คำว่า "กัน" นั้น เป็นชื่อของหัวหน้าหมู่บ้าน

อีกประการหนึ่งด้วย จึงเรียกขานหมู่บ้านนี้ว่าบ้าน "เหล่ากัน"และมีชาวบ้านได้

เรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า "บ้านลาววัน" ก็มีเนื่องมาจากสมัยหนึ่ง ราษฎรซึ่งเป็นคน

ภาคอีสาน ได้ย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานสร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่ที่แผ่นดินซึ่งมีลักษะ

เป็นเกาะแห่งหนึ่งในถิ่นนี้ (ปัจจุบันเรียกว่า"เกาะบ้านเก่า") มีหัวหน้าหมูบ้านชื่อ

ว่า "ขวัน" จึงเรียกกันตามลักษณะเชื่อของชาติราษฎร และหัวหน้าหมู่บ้านรวมกัน

ว่า"บ้านเลาขวัญ"

สัมภาษณ์ นางพรทิพย์ นิ่มนวล

ชาวบ้านในชุมชนบ้านหนองประดู่

วันที่ 25 กันยายน 2565

 

หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี

          โบราณคดีเก่าแก่ คือ วัดโบสถ์สระจิกด่าน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดโบสถ์เก่าเลาขวัญ" ตั้งอยู่ที่ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี เอกสารการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานสำคัญในราชกิจานุเบกษา เล่มที่ 116 ตอนพิเศษ 17 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2542 ใช้ชื่อว่า “โบราณสถานสะจิตด่าน"  ในขณะที่ต้องถิ่นเรียกว่า "สระจิกด่าน" ด้วยเหตุที่บริเวณนี้มี "ต้นจิก" ขึ้นอยู่จากข้อมูลของกรมศิลปากรระบุว่า ลักษณะรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมน่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โบราณสถานที่สำคัญคือ อุโบสถ เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่ออิฐถือปูนหันหน้าไปทางทิศตะวันออกส่วนฐานที่มุมทั้งสี่ของอุโบสถก่อเชิดสูงขึ้นดูแอ่นโค้ง คล้ายท้องเรือสำเภาจีนโบราณผนังอุโบสถหนาก่ออิฐฉาบปูนไม่มีช่องหน้าต่าง ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นและมีประตูทางเข้า 2 ช่อง โครงหลังคาเป็นเครื่องไม้ มุงกระเบื้องเกล็ดปลา หน้าบันไม่มีลวดลายแต่จากข้อมูลจากชาวบ้านยืนยันว่าหลังคาแต่เดิมมุงด้วยแผ่นไม้รูปทรงแบบกระเบื้อง ไม่ใช่ดินเผา คานไม้ในอุโบสถเป็นสีแดง เขียนลวดลายแต่ผุพังไม่หมดแล้วภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูป 5 องค์ ทั้งหมดซ่อมแซมขึ้นใหม่ในภายหลัง ผนังภายในอุโบสถมีภาพจิตกรรมฝาผนัง โดยผนังด้านข้างเป็นรูปเทพชุมนุมนั่งประนมมือสลับกับกระถางพรรณพฤกษาจำนวน 2 แถว หน้าไปทางพระประธาน ภาพส่วนใหญ่ลบเลือนไปแล้วเกือบหมด แท่นฐานเสมา ก่อเป็นฐานสิงห์มีบัวทรงคลุ่มรองรับใบเสมาคู่ประจำแปดทิศ เจดีย์บริวารประจำมุม จำนวน 4 องค์ สันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ทรงเครื่อง

"โบสถ์เก่าสระจิกด่าน ตั้งอยู่ในวัดโบสถ์เก่าสระจิกด่าน

สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นประมาณสมัยอยุธยาตอนปลาย ตัวโบสถ์ เก่าล้อม

ด้วยกำแพงแก้ว ภายในกำแพงแก้วมีเจดีย์ราย 4 องค์ เสมา 8 องค์

ใบเสมาของโบสถ์เป็นหินทรายแกะสลักลวดลายสวยงามมาก ภายในโบสถ์มี

ภาพจิตรกรรมฝาผนังลายดอกไม้และเทวดาและมีพระพุทธรูปเก่า

ประดิษฐานอยู่ 4 องค์"

สัมภาษณ์ นางจวด ใจหนักดี

ชาวบ้านในชุมชนบ้านหนองประดู่

วันที่ 25 กันยายน 2565

ภาพที่  วัดโบสถ์สระจิกด่าน

บุคคลสำคัญของท้องถิ่น

          บุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงหรือเป็นรู้จักของขาวอำเภอเสาขวัญคือ "นายเมธี สกุลธนาศว" นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเลาขวัญคอยจัดกิจกรรมพัฒนาอำเภอเลาขวัญ เช่น กิจกรรมการรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุ การจัดโครงการปลูกบ้านเฉลิมพระเกียรติ และอีกหลายโครงการในอำเภอเลาขวัญ

 

ภูมิปัญญาวัฒนธรรมและประเพณีที่สำคัญ

          ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จัดขึ้นทุกปีของอำเภอเลาขวัญคือ "การจัดงานประเพณีโคบาลและวัฒนธรรมอำเภอเลาขวัญ" องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรีสนับสนุนการจัดงานและเข้าร่วมพิธีเปิดงานประเพณีโคบาลและวัฒนธรรมอำเภอเลาขวัญ ภายใต้โครงการอนุรักษ์ของดีบ้านฉัน กาญจนบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรีได้ร่วมกับสภาวัฒนธรรมอำเภอทั้ง 13 อำเภอ ในจังหวัดกาญจญจนบุรี จัดทำโครงการอนุรักษ์ของดีบ้านฉัน กาญจนบุรี เพื่อจัดงานส่งเสริมอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรมในท้องถิ่นของแต่ละอำเภอสำหรับอำเภอเลาขวัญ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ได้ร่วมกับสภาวัฒนธรรมอำเภอเลาขวัญ จัดงานประเพณีโคบาลและวัฒนธรรมอำเภอเลาขวัญขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักและร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนเกิดความเข้าใจในความต่างของศิลปวัฒนธรรม มีความสมัครสมานสามัคคีสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขสืบไป

ภาพที่  ประเพณีงานโคบาลอำเภอเลาขวัญ

มรดกทางวัฒนธรรม

          ความเชื่อที่ชาวอำเลาขวัญที่สืบต่อกันมาคือ การสวดพระมาลัยของชาวบ้าน ตำบลดอนแสลบอำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นประเพณีเกี่ยวกับวิถีชีวิตในเรื่องของการตาย การสวดพระมาลัยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อการอยู่เป็นเพื่อนเจ้าภาพเมื่อพระสงฆ์ได้ทำการสวดพระอภิธรรมศพเสร็จสิ้นแล้ว ทำให้งานศพไม่เงียบเหงา เจ้าบ้านหรือญาติของผู้ตายไม่ต้องเศร้าโศกจนเกินไปหากจะนั่งหรือนอนกันเฉย ๆ จะทำให้งานศพเงียบเหงา หรือการเล่นการพนันจะไม่เหมาะสม จึงคิดหาวิธีที่ทำให้งานศพไม่เงียบเหงา การสวดพระมาลัยเริ่มสวดตั้งแต่หัวค่ำเมื่อพระสงฆ์สวดพระอภิธรรมจบและกับวัดไปแล้ว ผู้ที่อยู่ในงานศพหรือคณะที่จะสวดพระมาลัยจะตั้งวงสวดต่อจนกระทั่งรุ่งเช้าจึงหยุดแต่เดิมผู้สวดในวงหนึ่งๆ มีจำนวน 4 คน มีตาลปัตรบังหน้าทุกคน เป็นแม่เพลง 2 คน เรียก "แม่คู่" และอีก 2 คน เรียก "คู่หู" แม่เพลงนั่งหันหลังให้โลงศพ ลูกคู่มีหน้าที่ร้องรับการสวดของแม่เพลงแต่หากตอนใดที่แม่เพลงเห็นว่าสำคัญ ก็เปิดโอกาสให้ลูกคู่ออกท่าทางรำประกอบตอนนั้นด้วย การสวดบางตอนอาจมีการผสมโรงจากคนดูเพื่อความสนุกสนาน ส่วนเครื่องดนตรีน้อยวงที่จะมี ส่วนใหญ่ใช้เสียงลูกคู่ทำเป็นเสียงประกอบต่างๆ ที่ต้องการ บางวงจะมีเครื่องดนตรีประกอบ เช่น กลองรำมะนาและขลุ่ย ในระยะหลังการสวดพระมาลัยไม่ค่อยเป็นไปตามที่ปฏิบัติแต่เดิม ส่วนมากนิยมนั่งล้อมวงข้างหน้าศพจำนวนกี่คนก็ได้ ไม่จำกัดว่าใครนั่งตำแหน่งไหนนั่งกันได้ตามสะดวกมีการผลัดกันร้องผลัดกันรับหรือไม่ก็ต่อกลอนกันกันทั้งไม่มีการใช้ตาลปัตรเหมือนแต่ก่อน

รายการอ้างอิง

จวน ใจหนักดี, สัมภาษณ์ เมื่อ 25 กันยายน 2565.

พรทิพย์ นิ่มนวล, สัมภาษณ์ เมื่อ 25 กันยายน 2565.

ลูกคิด โพธิ์น้อย, สัมภาษณ์ เมื่อ 25 กันยายน 2565.

Culturalenvi. (2561). วัดโบสถ์สระจิกด่าน. เข้าถึงเมื่อ 15 กันยายน 2565. สืบค้นได้จาก. https://culturalenvi.onep.go.th/site/detail/2616

District. (2557). ประวัติความเป็นมา. เข้าถึงเมื่อ 15 กันยายน 2565. สืบค้นได้จาก https://district.cdd.go.th/laokhwan/about-

Kanpao. (2563). การจัดงานประเพณีโคบาลและวัฒนธรรมอำเภอเลาขวัญ. เข้าถึงเมื่อ 15 กันยายน 2565. สืบค้นจาก. http://www.kanpao.go.th/indexphp/.

 

ถูกใจบทความนี้? แชร์ต่อให้เพื่อน: