ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไร่สระแก้ว
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 แต่เดิมมาชื่อตำบลมิใช่ “สระแก้ว” แต่เป็น “ท่าว้า” (ชื่อของชุมชนย่านนี้ก็เรียกว่า “บ้านท่าว้า”) ขึ้นกับอำเภอท่าพี่เลี้ยง ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อตำบลจาก “ท่าว้า” เป็น “สระแก้ว” และเปลี่ยนชื่ออำเภอจาก “ท่าพี่เลี้ยง” เป็น “เมืองสุพรรณบุรี” ซึ่งชื่อหมู่บ้านก็ได้เปลี่ยนจาก “ท่าว้า” เป็น “ท่าเสด็จ” การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว สันนิษฐานได้ว่าสืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้เคยเสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พุทธศักราช 2451 และได้เสด็จประพาสมาที่สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง 4 ที่ตั้งอยู่ท้องที่บ้านท่าเสด็จ ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ใกล้กับลำน้ำท่าว้า สายเก่าของแม่น้ำสุพรรณบุรี โดยที่สระแก้วอยู่ด้านเหนือสุด ถัดลงมาเป็นสระคา ส่วนสระยมนาอยู่ทางทิศตะวันตกของสระคา และด้านล่างทางทิศใต้เป็นที่ตั้งของสระเกษที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สระทั้งสี่มีรูปทรงสีเหลี่ยมผืนผ้า สระแก้ว ถือเป็นสระเอก และมีความใสที่สุดในบรรดาทั้งหมด 4 สระ คือ สระแก้ว สระคา สระยมนาและสระเกษเหตุที่ได้ชื่อว่าเป็น สระศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะว่าน้ำในสระทั้งสี้ถูกนำไปใช้ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และพระราชพิธีสรงน้ำมูรธาภิเษก หรือพิธีสรงน้ำพระเศียรพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นการยำย้ำจากสถานที่ต่างๆ ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในราชอาณาจักรมาทำพิธีสรง เพื่อแปรสภาพองค์เข้าสู่ความเป็นกษัตริย์ตามความเชื่อทางลัทธิพราหมณ์สระแก้ว คำพื้นเมือง หมายถึง สิ่งมีค่าของพระราชา เช่น ช้างแก้ว, ม้าแก้ว เป็นต้น สระคา กร่อนจาก คงคา แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย สระยมนา กร่อนจากยมุนา แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย สระเกษ หมายถึง ล้างน้ำเส้นเกศ เป็นสิริมงคลมีชื่อวัดสระเกษ เป็นต้น

จากการสัมภาษณ์ทราบความว่า เมื่อก่อนสระศักดิ์เป็นบ่อดิน มีหญ้าเยอะ เทศบาลตำบลท่าเสด็จมีการบูรณะเรื่อยมาไม่ปล่อยให้เสื่อมโทรมเพราะเป็นสิ่งที่สำคัญและเก่าแก่มากๆ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพราะบรรยากาศร่มรื่น เดินศาลเจ้าพ่อเป็นศาลไม้มีกระดองเต่ามากมายที่ตายไป นำมาวางเรียงไว้ในศาลพื้นที่สระศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 4 สระด้วยกัน มีสัตว์น้ำพวกปลาและเต่าอาศัยอยู่มากมายศาลหลังใหม่ก่อด้วยอิฐทรงจตุรมุขสวยงาม ถ้าไปออกกำลังกายหรือเดินเล่นริมสระจะมีโอกาสได้เห็นเต่าขึ้นมาวางไข่ตามโคนต้นไม้ คนที่นี้จะไม่จับสัตว์น้ำในสระเหล่านี้ และน้ำในสระก็จะไม่นำไปใช้แต่ละสระก็จะมีศาลาริมสระสำหรับนั่งพักผ่อน มีความเชื่อว่าใครที่แต่งงานใหม่ทำบุญขึ้นบ้านใหม่จะมานำน้ำสระศักดิ์สิทธิ์ไปทำพิธี เพื่อความเป็นสิริมงคล ดังข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ความว่า
“เมื่อก่อนสระเป็นบ่อดิน มีหญ้ารก ชาวบ้านก็ช่วย
ถากบ้าง มีเจดีย์เก่าแก่อยู่บนเนินดินและ ศาลเจ้าพ่อเทพา
รักษณ์เป็นศาลไม้ และมีพิธีพลีกรรม เชื่อว่าใครที่จะ
แต่งงาน หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่มานำน้ำศักดิ์สิทธิ์มาทำพิธี
เพื่อความสิริมงคล”
(สัมภาษณ์ นายประจวบ แตงวงษ์)
วันที่ 13 กันยายน 2565
“เมื่อก่อนสระเป็นบ่อดิน มีที่เจดีย์เก่าแก่ เริ่มมีการ
บูรณะเป็นสวนสาธารณะก่อสร้างศาลด้วยอิฐทรงจตุมุข
สวยงาม และมีพิธีพลีกรรม เชื่อว่าใครที่จะแต่งงาน หรือ
ทำบุญขึ้นบ้านใหม่มานำน้ำศักดิ์สิทธิ์มาทำพิธีเพื่อความสิริ
มงคล”
(สัมภาษณ์นางปราณี จำปาสัก)
วันที่ 13 กันยายน 2565
“เมื่อก่อนสระเป็นบ่อดิน มีเจดีย์ที่เก่าแก่ ศาลเจ้า
พ่อเทพารักษ์อิฐทรงจตุมุขสวยงามทำบุญประจำปี และ
งานประจำปีช่วงเดือน 6 และมีพิธีพลีกรรม เชื่อว่าใครที่จะ
แต่งงานหรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่มานำน้ำศักดิ์มาทำพิธี
เพื่อความสิริมงคล”
(สัมภาษณ์นางศิรินภา เชื้อสายสิทธิ์)
วันที่ 13 กันยายน 2565
ข้อมูลจากเอกสารเกี่ยวกับน้ำที่นำมาจากสระศักดิ์นี้ พบว่าได้นำมาใช้เป็นน้ำมูรธาภิเษก (น้ำที่จะใช้รดพระเศียรพระเจ้าแผ่นดิน) ที่จะสรงจากสถานที่ต่างๆ อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในราชอาณาจักรมาทำพิธี ซึ่งเมื่อทรงสรงด้วยน้ำนี้แล้ว ก็ถือว่าได้แปรสภาพองค์เข้าสู่ความเป็นกษัตริย์เป็นขั้นแรก ก่อนจะมีพิธีอื่นๆ ต่อไปสำหรับพิธีพลีกรรมตักน้ำจากสระแก้ว สระคา สระยมนา และสระเกษ สำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษก และสรงน้ำมูรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนี้ จังหวัดสุพรรณบุรีกำหนดพิธีในวันที่ 6 เมษายน 2562 ฤกษ์ 11.52 นาฬิกา ในวันที่ 8 เมษายน 2562 เป็นพิธีทำน้ำอภิเษกเจริญพุทธมนต์ และวันที่ 9 เมษายน 2562 พิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก ณ วิหารหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร โดยนายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นประธานในพิธีนำน้ำจากสระทั้งสี่ประกอบพิธีสำคัญๆ ได้ตลอดเวลาซึ่งในขณะนี้มีประชาชนต่างๆ จากทั่วประเทศให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมสระศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง
พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาหรือพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาหรือเรียกอีกอย่างว่า พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล หมายถึง พระราชพิธีอันเป็นมงคลแห่งความซื่อสัตย์ที่ใช้น้ำเป็นเครื่องกำหนด เรียกอย่างย่อว่า พระราชพิธีถือน้ำเป็นการดื่มน้ำที่แทงด้วยพระแสงราชศัสตรา สาบานตนเพื่อแสดงความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง หากตั้งอยู่ในความสัตย์นั้นนับเป็นพระราชพิธีใหญ่สำคัญสำหรับแผ่นดินสืบมาแต่โบราณที่ไทยรับอิทธิพลมาจากอินเดีย มีการประกอบพระราชพิธีนี้มาตั้งแต่สมัยอยุธยารัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระเจ้าอู่ทองปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาปรากฎหลักฐานในกฎมณเฑียรบาลกฎหมายตราสามดวง เรียกชื่อพระราชพิธีว่าถวายบังคมถือน้ำพระพัทกำหนดการในเดือน 10 ถือ เป็นพระราชพิธีที่สำคัญในด้านการปกครอง มีการกำหนดโทษข้าราชการที่ไม่มาร่วมพิธีถือน้ำถึงตายยกเว้นผุ้ที่เจ็บป่วยและมีข้อห้ามไม่ให้ใส่แหวนนาก แหวนทองร่วมพิธี ห้ามกินอาหารก่อนเข้าพิธี หากผู้ใดดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาแล้วยื่นต่อให้แก่กันหรือดื่มแล้วเททิ้งโดยไม่ได้เทใส่ผมมีโทษเป็นกบฏ ในการเสกทำน้ำพระพิพัฒน์สัตยาให้พระแสงราชศัสตราสำหรับแผ่นดินแทนน้ำประกอบการอ่านประกาศแช่งน้ำโคลงห้า หรือโคลงแช่งน้ำหรือลิลิตโองการแช่งน้ำอันเป็นวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้เกิดความน่าเกรงกลัวหากจะกระทำผิดจากสัตย์สาบานและเกิดศรัทธาที่จะกระทำความดีนับเป็นจิตวิทยาทางการปกครองที่ควบคุมจิตใจและความประพฤติของข้าราชการให้ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริตและจงรักภักดีต่อพระประมุขของชาติ
เอกลักษณ์และความเชื่อของคนในท้องถิ่นตำบลสระแก้ว
ความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นตำบลสระแก้วมีความเชื่อประเพณีและวัฒนธรรมที่คนในท้องถิ่นมีความเชื่อและประกอบกิจกรรมร่วมกัน คือ ความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์งานประจำปีศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ และงานมหรสพรื่นเริง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. สระศักดิ์สิทธิ์
คนในท้องถิ่นมีความเชื่อเกี่ยวกับสระศักดิ์สิทธิ์ โดยมีความเชื่อว่าสระทั้งสี่นี้ยังมีนิทานเรื่องเล่าของชาวบ้านเชิงตำนาน โดยเนื้อเรื่องว่ามีเจ้าเมืองผู้ครองนครองค์หนึ่งมีธิดา 4 องค์ ชื่อ แก้ว คา ยมนา และเกต ได้ตั้งเกณฑ์ไห้พระธิดาช่วยกันขุดสระให้เสร็จภายใน 7 วัน ผู้ใดขุดสระได้ใหญ่ที่สุดจะให้สวามีของธิดาองค์นั้นเป็นเจ้าเมืองแทนภายหลังธิดาเกตมีลิงเผือกช่วยขุดสระใหญ่กว่าคู่อื่นจึงได้ราชสมบัติเชื่อว่าตำนานนี้คงแต่งขึ้นโดยคนรุ่นหลัง เพื่อแสดงให้เห็นถึงมูลเหตุแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของสระโบราณทั้ง 4 นี้

2. งานประจำปีศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์
ทำบุญประจำปีศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ งานประจำปีศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ (สระศักดิ์สิทธิ์) เดือน 6 เดือนพฤษภาคม สระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ นอกจากใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้วยังนำไปใช้ในพระราชพิธีมงคลต่างๆ หรือรัฐพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีมหาอุปราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา อย่างไรก็ดีมีหลักฐานจดหมายเหตุบางฉบับ กล่าวถึงการนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากสระทั้งสี่นำไปใช้ในพระราชประสงค์อื่น อาทิเช่น รัชกาลที่ 4 ใช้ในพระราชพิธีสมโภชพระบางและใช้เป็นน้ำเสวย สมัยรัชกาลที่ 5 ใช้ในพระราชพิธีตรุษสารท

3. ประเพณีการละเล่น
งานประจำปี งานมหรสพ งานรื่นเริง งานแก้บนชาวบ้านมักแก้บนด้วยหนังหลางแปลงโดยเจ้าของเวทีคณะอ๊อด โฟร์เอส (คุณอ้วน) นำอ๊อด โฟร์เอส มาแสดงและรำวงทุกๆ ปี นางรำอย่างน้อย 20 – 30 คน โดยตั้งเวทียกสูงประมาณ 1-1.5 เมตร กำหนดเป็นรอบๆ ละ ประมาณ 8 – 10 นาที ก่อนรำวงจะมีการรำถวายมือเพื่อเป็นการคารวะครูบาอาจารย์ เจ้าที่เจ้าทาง ถือเป็นการโชว์ตัวนางรำไปด้วย รำวงจะมีที่จำหน่ายตั๋วแรกๆ ราคา 20 – 50 บาท อย่างสูงไม่เกิน 50 บาท ผู้รำก็จะขึ้นไปรำกับนางรำที่ตนพอใจหมายตาไว้และหยุดรำต่อเมื่อได้ยินสัญญาณนกหวีด และบางครั้งก็มีการเหมารอบเฉพาะพรรคพวกก็มี เช่น เพลงช่อมาลี เพลงยวนยาเหล เพลงหล่อ จริงนะดารา เพลงตามมองตา เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ฯลฯ